วันอาทิตย์ ที่ 18 ตุลาคม 2569

Login
Login

BTS ยืนกรานสัญญาเดินรถไฟฟ้า ‘ถูกกฎหมาย’

กรณีกรุงเทพธนาคมได้กล่าวอ้างว่า สัญญาจ้างเดินรถที่กรุงเทพธนาคม ทำกับรถไฟฟ้าบีทีเอส เป็นสัญญาที่ไม่ชอบ พร้อมทั้งกล่าวอ้างว่า การใช้สิทธิฟ้องคดีของ BTS เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต

กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บมจ.ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ หรือ BTSC สุรพงษ์ เลาหะอัญญา ระบุ กรณีกรุงเทพธนาคมได้กล่าวอ้างว่า สัญญาจ้างเดินรถที่กรุงเทพธนาคม ทำกับรถไฟฟ้าบีทีเอส เป็นสัญญาที่ไม่ชอบ พร้อมทั้งกล่าวอ้างว่า การใช้สิทธิฟ้องคดีของ BTS เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต เพราะบีทีเอสทราบดีอยู่แล้วว่าบริษัทฯ ไม่สามารถดำเนินโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยายที่ 1 และที่ 2 ได้ด้วยตนเอง แต่บีทีเอสยังสมัครใจเข้าทำสัญญากับกรุงเทพธนาคมซึ่งไม่มีอำนาจตามกฎหมายที่จะเข้าทำสัญญาได้ แล้วจึงกลับมาฟ้องบริษัทกรุงเทพธนาคม

โดยกรุงเทพธนาคมชี้แจงต่อศาลว่าสัญญาระหว่างกรุงเทพธนาคม และ BTS ไม่เป็นสัญญาทางปกครองจึงไม่อยู่ในเขตอำนาจศาลปกครอง รวมทั้งเป็นสัญญาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะวัตถุประสงค์แห่งสัญญาที่ฝ่าฝืนมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) รวมทั้งกรุงเทพธนาคมไม่มีอำนาจทำสัญญาว่าจ้างเดินรถและซ่อมบำรุงตามประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 58 ลงวันที่ 25 ม.ค.2515 ที่กำหนดให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเป็นผู้มีอำนาจพิจารณาอนุญาตให้บุคคลใดประกอบกิจการนี้ได้

ทั้งนี้ BTS ขอชี้แจงว่าข้อมูลที่กรุงเทพธนาคมเผยแพร่ดังกล่าวทำให้ BTS ได้รับความเสียหายจากการที่ทำให้สาธารณชนเข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับความชอบด้วยกฎหมายของสัญญาจ้างเดินรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยาย ตลอดจนทำให้เกิดภาพลักษณ์ที่ไม่ดีต่อสาธารณชนว่า BTS ไม่สุจริตตั้งแต่ขั้นตอนการเข้าทำสัญญาจ้างเดินรถโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยาย โดยรับทราบอยู่แล้วว่ากรุงเทพธนาคมไม่มีอำนาจตามกฎหมายที่จะเข้าทำสัญญาจ้างเดินรถได้ และยังไม่สุจริตมาฟ้องกรุงเทพธนาคมเป็นคดีอีก

ดังนั้น เพื่อปกป้องชื่อเสียงจึงจำเป็นต้องอธิบายให้สาธารณชนรับทราบความถูกต้องเกี่ยวกับการรับจ้างเดินรถโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยาย โดยขอชี้แจงว่า BTS เป็นบริษัทเอกชนจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ไม่มีสิทธิหรือความเกี่ยวข้องใดๆ ในกระบวนการอนุมัติและการปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบหรือข้อบัญญัติของภาครัฐ และเชื่อมั่นมาตลอดว่ากรุงเทพมหานครและกรุงเทพธนาคมเป็นหน่วยงานรัฐที่ต้องมีที่ปรึกษาทางกฎหมาย มีคณะกรรมการกฤษฎีกาและสำนักงานอัยการสูงสุดเป็นผู้ให้คำปรึกษาทางด้านกฎหมาย จึงเชื่อมั่นว่าจะดำเนินการสัญญาระหว่างรัฐและเอกชนอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

ทั้งนี้ การดำเนินการตามระเบียบกฎหมายในช่วงที่ผ่านมา ต้องการเพียงให้กรุงเทพมหานครและกรุงเทพธนาคมชำระหนี้ค่าจ้างเดินรถที่ค้างเท่านั้น ซึ่งก่อนหน้านี้ได้ฟ้องเรียกร้องค่าจ้างครั้งที่ 1 ไปแล้ว ซึ่งเป็นยอดค้างที่เกิดขึ้นระหว่างเดือน พ.ค.2562 ถึงวันที่ 1 ก.ค.2564 โดยก่อนหน้านี้ศาลปกครองได้พิพากษาคดีให้กรุงเทพมหานคร และกรุงเทพธนาคม ร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน แต่คดียังไม่สิ้นสุดมีการอุทธรณ์และอยู่ระหว่างรอการพิจารณาจากศาลปกครองสูงสุดโดยส่งเงินค้างชำระส่วนนี้ราว 1.2 หมื่นล้านบาท

รวมทั้งล่าสุดวันที่ 22 พ.ย.2565 ได้ฟ้องเรียกค่าจ้างเดินรถไฟฟ้าสายสีเขียวต่อศาลปกครองกลาง ซึ่งเป็นมูลหนี้ที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค.2564 ถึงวันที่ 20 พ.ย.2565 เพราะมีหนังสือทวงถามให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้ง 2 ชำระเงินแล้ว แต่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้ง 2 เพิกเฉย ซึ่งมีวงเงินการฟ้องคดีที่ 2 ราว 1.1 หมื่นล้านบาท ส่งผลให้ปัจจุบันมียอดหนี้ค่าจ้างเดินรถที่ค้างจ่ายและได้ฟ้องศาลปกครองแล้วรวม 2.3 หมื่นล้านบาท

หนี้ค่าจ้างเดินรถเพิ่มต่อเนื่องเฉลี่ยเดือนละ 500-600 ล้านบาท ซึ่งต้องรวบรวมและดูสัญญาว่าจะครบกำหนดเมื่อไหร่ หากยังไม่ได้รับชำระจะฟ้องศาลปกครองเพิ่มเติม เพื่ออัพเดตยอดหนี้ค่าจ้าง เพราะที่ผ่านมากรุงเทพธนาคมชำระค่าจ้างเดินรถแบบนานๆ จ่ายที สะสมเงินจากการเก็บค่าโดยสารและทยอยจ่ายมาเป็นก้อนประมาณหลักร้อยล้านบาท แต่ไม่ได้ชำระหนี้เก่าที่ติดค้าง อีกทั้งขณะนี้ยังเกิดหนี้ใหม่จากค่าจ้างติดตั้งระบบรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายที่บริษัทฯ ต้องเรียกเก็บอีก 2 หมื่นล้านบาท ทำให้ตอนนี้มีหนี้ที่แบกรับอยู่ 4 หมื่นล้านบาท

ค่าจ้างเดินรถเป็นสัญญาที่ลงนามกันตั้งแต่ปี 2555 โดยหลังจากนั้นกรุงเทพธนาคมมีการชำระค่าจ้างส่วนต่อขยายที่ 1 มาโดยตลอด จนกระทั่งในปี 2562 ที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีคำสั่งให้เจรจาเดินรถให้เป็นสัญญาเดียว ทางกรุงเทพธนาคมจึงหยุดชำระค่าจ้างตั้งแต่เดือน พ.ค.2562 ขณะที่สัญญาจ้างเดินรถส่วนต่อขยายที่ 2 กรุงเทพธนาคมไม่ได้ชำระตั้งแต่เปิดให้บริการในปี 2560 ดังนั้นการที่กรุงเทพธนาคมเผยว่าสัญญาจ้างเดินรถไฟฟ้านี้ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงต้องตั้งคำถามว่าเหตุใดจึงมีการจ่ายค่าจ้างเดินรถมาโดยตลอดเป็นระยะเวลาหลายปี และขณะนี้ก็ยังมีการทยอยชำระมาบ้าง แม้จะเล็กน้อย

ทั้งนี้ที่ผ่านมาบริษัทฯ ต้องแบกรับภาระต้นทุนค่าใช้จ่ายต่างๆ อยู่ฝ่ายเดียว ดังนั้นต้องการเพียงให้ภาครัฐชำระหนี้คืน แต่กลับถูกกล่าวหาถึงการสมรู้ร่วมคิดกระทำความผิดในการเข้าทำสัญญา ซึ่งยืนยันว่าไม่เป็นความจริง รวมทั้งการที่ภาครัฐออกมาระบุว่าสัญญาที่ทำร่วมกับเอกชนขัดต่อข้อกฎหมาย ก็คงต้องถามถึงภาครัฐด้วยว่าจะให้เอกชนคู่สัญญาทำอย่างไรต่อ จะมีคำสั่งให้หยุดเดินรถหรือไม่ และที่ผ่านมาได้ให้บริการรถไฟฟ้าทำตามสัญญาและระเบียบข้อกำหนดมาตลอด ภาระหนี้สินที่เกิดขึ้นต้องแบกรับ โดยประชาชนและสถาบันทางการเงินเชื่อมั่นจึงได้มีการระดมทุนเพื่อนำเงินมาเสริมสภาพคล่อง

ด้านที่ปรึกษาประธานกรรมการ บมจ. บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ พ.ต.อ.สุชาติ วงศ์อนันต์ชัย ระบุ ปัญหาที่เกิดขึ้นกำลังจะกลายเป็นปัญหาซ้อนปัญหา ซึ่งการที่คู่ความจะต่อสู้คดีเป็นสิทธิ์โดยชอบทางกฎหมาย แต่การที่กรุงเทพธนาคมนำประเด็นการต่อสู้ในศาลมาเปิดเผยผ่านโซเชียลมีเดีย และข้อความนั้นก่อให้เกิดความเสียหายต่อบริษัทฯ ทำให้ประชาชนอาจเข้าใจผิดได้ว่า BTS เป็นคนเลว และสมคบกับกรุงเทพธนาคมในการกระทำขัดต่อกฎหมาย จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้บีทีเอสนั่งอยู่เฉยๆ ไม่ได้ 

ดังนั้นต้องออกมาชี้แจงว่าไม่เป็นความจริง และยังมีความหมิ่นเหม่ที่กรุงเทพธนาคมจะกระทำผิดกฎหมายด้วย ดังนั้นขอตั้งคำถามกลับไปยังกรุงเทพธนาคมว่า เมื่อประกาศผ่านสื่อยอมรับแล้วว่าสัญญาส่วนต่อขยายที่ 1 และ 2 ไม่ชอบด้วยกฎหมาย แล้วหลังจากนี้จะทำอย่างไรต่อไปจะต่อสู้กันในศาล หรือจะแจ้งบีทีเอสให้ยกเลิกเดินรถ การกระทำของกรุงเทพธนาคมในครั้งนี้ ต่อไปจะมีเอกชนรายไหนกล้ามาทำสัญญากับภาครัฐอีกหรือไม่ เพราะภาครัฐออกมาระบุว่าสัญญาไม่ชอบด้วยกฎหมาย และที่ผ่านมาไม่เคยพูดว่าสัญญาชอบหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย อีกทั้งยังให้บริษัทฯ เดินรถมาตลอดแต่มาวันนี้มาบอกว่าไม่ชอบด้วยกฎหมายจึงอยากเรียกร้องความเป็นธรรม เพราะที่ผ่านมาทำทุกอย่างด้วยความสุจริต และปฏิบัติตามสัญญามาตลอด 

ทุกวันนี้ทำงานให้แต่ไม่ได้ค่าจ้างก็หนักหนาสาหัสพอแล้วยังมาถูกกล่าวหาว่าเป็นคนเลวและคนไม่ดีอีก คงไม่มีใครทนได้ วันนี้จึงต้องการกำลังใจ และอยากให้ประชาชนเข้าใจเพราะสิ่งที่กรุงเทพธนาคมเผยแพร่นั้นมีความบั่นทอนกำลังใจของบีทีเอสมากเหมือนเราเป็นตัวร้าย ทั้งที่เราแบกภาระแทนรัฐทำงานให้แทน และไม่ได้รับค่าจ้าง 

รวมทั้งขณะนี้มี 2 คดีที่ยื่นฟ้องและอยู่ระหว่างพิจารณาในศาล คือ การฟ้องค่าจ้างเดินรถครั้งที่ 1 ซึ่งอยู่ระหว่างศาลปกครองสูงสุดพิจารณา โดยล่าสุดเมื่อปลายปีที่แล้ว บริษัทฯ ได้ทำคำร้องไปยังศาลปกครองให้พิจารณาเร่งด่วน เพราะป็นคดีที่เกี่ยวเนื่องกับบริการสาธารณะ ซึ่งคาดว่าคำพิพากษาน่าจะได้ออกภายในปีนี้ ส่วนคำฟ้องครั้งที่ 2 เพิ่งยื่นไปเมื่อ พ.ย.ที่ผ่านมา เป็นการอัพเดตยอดค่าจ้างเดินรถ เราก็ขอเรียกร้องให้ภาครัฐออกมาจ่าย ไม่อยากให้ดอกเบี้ยเพิ่มเพราะดอกเบี้ยเหล่านี้ใครต้องรับผิดชอบ และเราก็ยืนยันว่าจะไม่หยุดเดินรถ ไม่ให้กระทบประชาชน เป็นไปตามนโยบายนายคีรี กาญจนพาสน์ ประธานกรรมการ บมจ.บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์

สำหรับสัญญาจ้างเดินรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายระหว่างบริษัทกรุงเทพธนาคม จำกัด และบมจ. ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ ผู้ให้บริการรถไฟฟ้า BTS นำมาสู่การฟ้องร้องเกี่ยวกับค่าจ้างเดินรถไฟฟ้าสายสีเขียวรวม 2 คดี คือ 

1.คดีฟ้องค่าจ้างเดินรถและซ่อมบำรุงรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยายที่ 1 (อ่อนนุช-แบริ่ง และสะพานตากสิน-บางหว้า) และช่วงที่ 2 (แบริ่ง-สมุทรปราการ และหมอชิต-สะพานใหม่-คูคต) มูลหนี้ระหว่าง พ.ค.2562-1 ก.ค.2564 โดยศาลปกครองพิพากษาให้ชำระหนี้แก่ BTS และขณะนี้อยู่ระหว่างอุทธรณ์ รวมหนี้ 12,000 ล้านบาท

2.คดีฟ้องค่าจ้างเดินรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยายที่ 1-2 ต่อศาลปกครอง มูลหนี้ระหว่าง 1 ก.ค.2564-20 พ.ย.2565 รวมหนี้ 11,000 ล้านบาท ซึ่งอยู่ระหว่างการไต่สวนข้อมูล และเป็นคดีที่คณะกรรมการบริษัทกรุงเทพธนาคม จำกัด อนุมัติเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ให้ทนายความตัวแทนของบริษัทฯ ยื่นคำให้การต่อศาลปกครอง