‘บีทีเอส’ ส่งหนังสือถึงคมนาคม ปมประมูลรถไฟฟ้าไม่ชอบด้วยกฎหมาย

‘บีทีเอส’ ส่งหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ปมประมูลรถไฟฟ้าสายสีส้ม วอนไม่สนับสนุนการดำเนินการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
แหล่งข่าวจากกระทรวงคมนาคม เผยว่า นายคีรี กาญจนพาสน์ ประธานกรรมการ บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ บีทีเอส ได้ลงนามในหนังสือ เมื่อวันที่ 21 ก.ย.2565 ส่งถึงนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะผู้มีอำนาจหน้าที่ตามพระราชบัญญัติร่วมลงทุน พ.ศ. 2562 มาตรา 42 และพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐพ.ศ. 2542 มาตรา 10 ซึ่งกำหนดให้รัฐมนตรีมีหน้าที่นำเสนอผลการคัดเลือกต่อคณะรัฐมนตรีและมีหน้าที่ในการพิจารณา
โดยตามกฎหมายกำหนดว่า รัฐมนตรีจะต้องพิจารณาดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมายและหากทราบว่าโครงการดังกล่าวมีการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายฮั้วประมูลต้องมีคำสั่งยกเลิก มิเช่นนั้นตัวรัฐมนตรีเองจะมีความผิดตามที่กฎหมายกำหนดซึ่งอัตราโทษที่กำหนดไว้ สูงถึง 10 ปี
สำหรับรายละเอียดของหนังสือฉบับดังกล่าว มีการะบุถึงการคัดค้านและไม่ให้ความเห็นชอบผลการคัดเลือกเอกชนโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มช่วงบางขุนนนท์ - มีนบุรี (สุวินทวงศ์) ตามประกาศเชิญชวนฯ และเอกสารการคัดเลือกเอกชน ฉบับเดือน พ.ค. 2565 เนื่องจากพบข้อสังเกตที่อาจส่งผลต่อการประกวดราคาที่ไม่โปร่งใส และไม่เป็นธรรมต่อภาคเอกชน
เนื่องจาก รฟม. ได้จัดทำแนวทางการเปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์การคัดเลือกในการประกวดราคาครั้งที่ 1 และได้มีการเสนอต่อคณะกรรมการคัดเลือกฯ พิจารณา โดยในการประชุมของคณะกรรมการคัดเลือกฯ ผู้แทนจากสำนักงานงบประมาณ ได้คัดค้านเพราะเห็นว่า การแก้ไขดังกล่าวขัดต่อมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) และมีผลกระทบต่องบประมาณแผ่นดิน แต่คณะกรรมการคัดเลือกฯ ส่วนใหญ่กลับไม่สนใจต่อคำทักท้วงและมีมติให้แก้ไขหลักเกณฑ์การคัดเลือกผู้ชนะการประมูลในวันเดียวกันทันที
อีกทั้งการเปลี่ยนแปลงแก้ไขหลักเกณฑ์นี้ ไม่ได้ผ่านการรับฟังความคิดเห็นจากเอกชนที่เกี่ยวข้อง และใช้เวลาดำเนินการเพียง 9 วันหลังในการดำเนินการ เป็นการกระทำที่ส่อถึงข้อพิรุธและข้อสงสัย และไม่เคยมีการกระทำลักษณะนี้มาก่อน
นอกจากนี้ ที่ผ่านมา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ยังมีหนังสือฉบับลงวันที่ 7 ม.ค.2564 ตอบหนังสือของเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ว่ามติให้เปลี่ยนแปลงแก้ไขหลักเกณฑ์การพิจารณาผลการเสนอราคา ภายหลังที่กระบวนการเสนอราคาได้เริ่มต้นแล้ว โดยมิได้ยกเลิกการเสนอราคาก่อน ไม่สอดคล้องกับหลักกฎหมายทั่วไปต่อมาสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ได้มีหนังสือฉบับลงวันที่ 8 ก.ค. 2564 ว่าความล่าช้าก่อให้เกิดค่าเสียโอกาสของผลประโยชน์ทางด้านเศรษฐกิจ คิดเป็นมูลค่าประมาณ 46,284.9 ล้านบาทต่อปี (ณ ปี 2568)
ขณะเดียวกันโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มดังกล่าวเป็นมติและประกาศที่ออกโดยใช้ดุลพินิจที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากคณะกรรมการคัดเลือกฯ และ รฟม. มีหน้าที่ตามกฎหมาย ต้องผูกพัน และปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลปกครองกลางจากการที่บริษัทฯ ได้ยื่นฟ้องต่อศาลอยู่ในขณะนั้น และไม่สามารถดำเนินการเปิดประมูลโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มครั้งใหม่ได้ โดยควรจะต้องเสนอปัญหาดังกล่าวให้ สคร. และ ครม.พิจารณาสั่งการ
แต่คณะกรรมการคัดเลือกฯ และ รฟม. กลับดำเนินการในทางตรงกันข้าม โดยคณะกรรมการคัดเลือกฯและ รฟม. ได้ออกประกาศเชิญชวนการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชนของโครงการพิพาท ฉบับลงวันที่ 24 พ.ค. 2565 และเอกสารการคัดเลือกเอกชน ฉบับเดือนพ.ค. 2565 เพื่อจัดประมูลโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มครั้งใหม่ เป็นครั้งที่ 2
ซึ่งตามประกาศเชิญชวนฯ และเอกสารการคัดเลือกเอกชน ฉบับเดือน พ.ค.2565 ดังกล่าว มีลักษณะที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย มีลักษณะเป็นการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม สร้างขั้นตอนโดยไม่จำเป็น ทำให้การประมูลโครงการพิพาทเป็นไปโดยไม่เสมอภาค ไม่เท่าเทียม ไม่โปร่งใส โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นการออกเอกสารที่กำหนดขอบเขตและรายละเอียดการจัดซื้อจัดจ้าง หรือที่เรียกกันทั่วไปว่าทีโออาร์ (TOR หรือ Terms of Reference) อันมีลักษณะกีดกันการแข่งขันอย่างเป็นธรรม
เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์ทำให้บริษัทฯ และกลุ่มพันธมิตรที่สนใจเข้าร่วมการประมูลโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มและเคยเข้าร่วมการประมูลในครั้งแรก ไม่สามารถเข้าร่วมการประมูลครั้งใหม่ได้ เอื้อประโยชน์ให้เอกชนบางรายได้เปรียบเอกชนรายอื่น เป็นเหตุให้บริษัทฯ จึงยื่นฟ้องคดีต่อศาลปกครองกลางเป็นคดีที่สาม คดีหมายเลขดำที่ 1646/2565 โดยขณะนี้ คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลปกครองกลาง
อีกทั้ง บริษัทฯ ซึ่งเป็นผู้ยื่นข้อเสนอเข้าประมูลโครงการรัฐและมีประสบการณ์ในเรื่องนี้มาตลอดหลายสิบปีย่อมเข้าใจได้ว่า การดำเนินการของคณะกรรมการคัดเลือกฯ และผู้เกี่ยวข้องในครั้งนี้ มีเจตนาที่ไม่สุจริตและน่าจะมุ่งหาผลประโยชน์จากโครงการ ดังนั้น นอกจากการฟ้องร้องคดีต่อศาลปกครองกลางแล้ว บริษัทฯ ยังได้ยื่นฟ้องคดีอาญา
ต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง เป็นคดีหมายเลขดำ อท 30/2564 ในความผิดฐาน เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบอีกคดีหนึ่ง คดีอยู่ระหว่างการพิจารณา
นอกจากนี้ยังมีประชาชนทั่วไปที่เห็นความไม่ถูกต้องของการกระทำดังกล่าว ได้ร้องเรียนต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) และมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมในสภาผู้แทนราษฎร และมีการร้องเรียนองค์กรตรวจสอบต่างๆ อีกมากมาย
นอกจากการกระทำของคณะกรรมการคัดเลือกฯ และ รฟม.ที่ออกประกาศเชิญชวนฯ และเอกสารการคัดเลือกเอกชน ฉบับเดือน พ.ค. 2565 เป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ยังปรากฎข้อเท็จจริงว่าคณะกรรมการคัดเลือกฯ และ รฟม. มีพฤติการณ์สมรู้ร่วมคิดให้มีการอ้างข้อเท็จจริงเพื่อให้กระบนการคัดเลือกที่รู้อยู่แล้วว่าไม่ถูกต้อง ดำเนินการต่อไปจนจบกระบวนการ
โดยการประกาศให้ ITD ซึ่งเป็นหนึ่งในสองรายที่ยื่นข้อเสนอ เป็นผู้ผ่านการพิจารณาข้อเสนอซองที่ 1 (ข้อเสนอด้านคุณสมบัติ) ทั้ง ๆ ที่ทราบโดยทั่วกันว่า ITD มีนายเปรมชัย กรรณสูต เป็นกรรมการและเป็นผู้มีอำนาจลงนามในนาม ITD โดยนายเปรมชัย ได้รับโทษตามคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก ซึ่งไม่ได้เป็นความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ และปัจจุบันยังรับโทษอยู่ในเรือนจำ
ดังนั้น กลุ่ม ITD จึงเป็นเอกชนที่มีคุณลักษณะไม่สมควรให้ร่วมลงทุนในโครงการร่วมลงทุนและไม่มีสิทธิได้รับการคัดเลือกเป็นคู่สัญญาร่วมลงทุนในโครงการร่วมลงทุน ตาม พรบ.ร่วมลงทุนฯ มาตรา 33 ประกอบกับข้อ 3 (3) ข้อ 4 และข้อ 5 ของประกาศคณะกรรมการนโยบายการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน เรื่อง ลักษณะของเอกชนที่ไม่สมควรให้ร่วมลงทุนในโครงการร่วมลงทุน พ.ศ. 2562 และที่แก้ไขเพิ่มเติม แต่คณะกรรมการคัดเลือกฯ และ รฟม. กลับปล่อยให้ ITD ผ่านคุณสมบัติและมาเป็นคู่เทียบในการประมูลครั้งนี้
อย่างไรก็ดี ถ้า ITD ไม่ผ่านการพิจารณาด้านคุณสมบัติด้วยเหตุผลข้างต้นแล้ว ก็จะมีเพียง BEM ที่เป็นผู้ยื่นข้อเสนอเข้าร่วมลงทุนโครงการฯ นี้เพียงรายเดียว ที่ผ่านการพิจารณาข้อเสนอซองที่ 1 และซองที่ 2 เท่านั้นซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้น ก็ต้องถือว่าการประมูลครั้งนี้ไม่มีการแข่งขัน
หากคณะกรรมการคัดเลือกฯ จะอาศัยข้อกฎหมายที่จะให้มีเอกชนเพียงรายเดียวชนะการประมูลตามมาตรา 40 แห่ง พรบ.ร่วมลงทุนฯ คณะกรรมการคัดเลือกฯ สมควรต้องชี้แจงหรือตอบให้ได้ว่ารัฐจะได้ประโยชน์อย่างไร โดยเฉพาะเกณฑ์ด้านราคา เนื่องจากข้อเสนอของ BEM ไม่ได้เป็นประโยชน์แก่ประเทศชาติสูงสุดอย่างแท้จริง ทำให้รัฐต้องมีภาระค่าใช้จ่ายและงบประมาณเพิ่มเติม ไม่ได้รับผลประโยชน์ตอบแทนสูงสุดตามสิทธิที่พึงมีพึงได้ อันเป็นเหตุผลและหนึ่งในวัตถุประสงค์หลักของการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน
ตลอดจนเป็นการทำให้เห็นถึงการกระทำที่น่าจะไม่โปร่งใสและเป็นการใช้ดุลพินิจที่ไม่ชอบของคณะกรรมการคัดเลือกฯ และ รฟม. เพราะเรื่องนี้ปรากฏข้อเท็จจริงว่า เมื่อวันที่ 8 ก.ย. 2565 รฟม. ได้ออกข่าวประชาสัมพันธ์ การคัดเลือกเอกชนร่วมลงทุนโครงการรถไฟฟ้าสายสีสัมช่วงบางขุนนนท์ - มีนบุรี (สุวินทวงศ์) โดยพบว่า BEM เสนอผลประโยชน์สุทธิ (มูลค่าปัจจุบัน : NPV) เท่ากับ -78,287.95 ล้านบาท เป็นผู้เสนอขอรับการสนับสนุนด้านการเงินจากรัฐต่ำสุดและเป็นผู้ชนะการประมูล
หลังจากนั้นในวันที่ 12 ก.ย. 2565 บริษัทฯ จึงได้เสนอหลักฐานสำคัญต่อหน้าสื่อมวลชน ด้วยการเปิดซองข้อเสนอด้านราคาที่เคยเสนอขอรับการสนับสนุนจากรัฐใน ปี 2563 โดยผลประโยชน์สุทธิ (มูลค่าปัจจุบัน : NPV) ที่บริษัทฯ เสนอแก่รัฐนั้นเป็นจำนวน -9,675.02 ล้านบาท แตกต่างจากเอกชนผู้ชนะการประมูลในครั้งนี้ถึงเกือบ 70,000 ล้านบาท
ซึ่งเป็นไปตามการคาดการณ์ของบริษัทฯ ว่าที่คณะกรรมการคัดเลือกฯ และรฟม. รวมทั้งผู้มีอำนาจที่อยู่เบื้องหลังพยายามทำกันมาตลอด 2 ปี ไม่ว่าจะเป็นการดำเนินการที่ผิดครรลองไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่สุจริตต่างๆ รวมตลอดถึงการกีดกันไม่ให้บริษัทฯ มีโอกาสเข้าไปแข่งขันราคา
ทั้งนี้ ตามที่นำเสนอข้างต้น แท้จริงเป้าหมาย คือ ผลประโยชน์ทางการเงินที่มีจำนวนมหาศาลนี้นี่เอง ปรากฎหลักฐานตามจากข้อเท็จจริงและพฤติการณ์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย รวมถึงความเสียหายต่องบประมาณแผ่นดินและประเทศชาติดังกล่าวมาแล้วข้างต้น ตลอดจนข้อเท็จจริงที่ได้เคยนำเรียนมาแล้วหลายครั้ง
โดยบริษัทฯ จึงเรียนมายังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมอีกครั้งหนึ่งในฐานะ รัฐมนตรีกระทรวงเจ้าสังกัดของหน่วยงานเจ้าของโครงการ ซึ่งมีอำนาจหน้าที่พิจารณาผลการคัดเลือกเอกชน และเงื่อนไขสำคัญของสัญญาร่วมลงทุนตามมาตรา 42 แห่ง พรบ.ร่วมลงทุนฯ และมาตรา 10 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานรัฐ พ.ศ. 2542
กรณีผู้ใดมีอำนาจหรือหน้าที่ในการอนุมัติ การพิจารณา หรือการดำเนินการใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเสนอราคาครั้งใด รู้หรือมีพฤติการณ์แจ้งชัดว่าควรรู้ว่าการเสนอราคาครั้งนั้น มีการกระทำความผิด ต้องดำเนินการให้มีการยกเลิกการดำเนินการเกี่ยวกับการเสนอราคาในครั้งนั้น ได้โปรดทราบและพิจารณาดำเนินการตามกฎหมายในเรื่องดังกล่าวด้วยความสุจริต เพื่อรักษาไว้ซึ่งผลประโยชน์ของรัฐและไม่สนับสนุนการดำเนินการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายในครั้งนี้ต่อไป







