วันอาทิตย์ ที่ 18 ตุลาคม 2569

Login
Login

3 ปี ถม 3 แสนล้าน ประกันรายได้ คุ้มหรือไม่คุ้ม

โค้งสุดท้ายรัฐบาล”บิ๊กตู่” เข็น นโยบายประกันรายได้ข้าวปี 4 ต่อเนื่อง หลัง 3 ปี ใช้เงิน 3 แสนล้านบาท หวังสร้างแต้มต่อการเมืองในการเลือกตั้งครั้งหน้า

โครงการประกันรายได้ข้าว ซึ่งเป็นหนึ่งในพืช 5 ชนิดในนโยบายประกันรายได้ของรัฐบาล   พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์ในฐานะพรรคร่วมรัฐบาลที่ผลักดันเดินหน้าโครงการประกันรายได้ข้าวมาแล้ว 3 ปี  โดยในช่วง 3 ปีการผลิต รัฐบาลอนุมัติงบเพื่อสำหรับเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ  เป็นเงินกว่า 3 แสนล้านบาทแล้ว  ทั้งนี้ไม่รวมมาตรการคู่ขนาน  ได้แก่ 1.ปีการผลิต 2562/63 รัฐอนุมัติงบอุดหนุนทั้ง 2 โครงการ รวม 76,049 ล้านบาท

2. ปีการผลิต 2563/64 รัฐอนุมัติงบอุดหนุนทั้ง 2 โครงการ รวม 106,740 ล้านบาท

3.ปีการผลิต 2564/65 รัฐอนุมัติงบอุดหนุนทั้ง 2 โครงการ รวม 138,456 ล้านบาท

โดยโครงการประกันรายได้ข้าวมีเกษตรกรได้ประโยชน์กว่า 4 ล้านครัวเรือน เกษตรกรที่ชาวนาต่างพอใจกับโครงการประกันรายได้ เพราะได้รับเงินส่วนต่างจากราคาประกันข้าวเพราะ อย่างที่รู้กัน โครงการประกันรายได้ หากราคา “ต่ำกว่า” ที่ประกันเอาไว้ เกษตรกรก็จะได้รับ “ส่วนต่าง” แต่ถ้าราคา “สูงกว่า” ก็ไม่ได้ แต่เกษตรกร จะได้รับเงินเพิ่มขึ้นจากการขายผลผลิตในท้องตลาด

ขณะนี้รัฐบาลกำลังเดินหน้าโครงการประกันรายได้ข้าวปี ที่ 4  ซึ่งจะมีเกษตรกรได้รับประโยชน์ 4.68 ล้านครัวเรือน ใช้เงินงบประมาณรวมกันทั้งสิ้น 86,740.31 ล้านบาท

3 ปี ถม 3 แสนล้าน ประกันรายได้  คุ้มหรือไม่คุ้ม

 

นอกจากนี้ยังมีมาตรการคู่ขนาน ที่จะใช้ “ดันราคาข้าว” ควบคู่กันไปด้วย 3 โครงการ วงเงิน 8,022.69 ล้านบาท ได้แก่ 1.โครงการส่งเสริมให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว ชะลอการขายข้าว ในช่วงระยะเวลาที่ข้าวออกสู่ตลาดจำนวนมาก เพื่อป้องกันข้าวเปลือกราคาตก โดยจะมีเงินช่วยเหลือเกษตรกรไร่ละ 1,500 บาทต่อรายต่อข้าว 1 ตัน

2.โครงการช่วยเหลือดอกเบี้ย 3% ให้กับสหกรณ์ที่ชะลอการขายข้าว หรือเก็บสต๊อกข้าวไว้ เพื่อไม่ให้ข้าวที่ออกมากมาจนล้นตลาด จนทำให้ข้าวราคาตก

3.โครงการช่วยเหลือดอกเบี้ย 3% ให้กับโรงสีที่เก็บสต๊อกข้าวเอาไว้

สุดท้าย ได้พิจารณา “โครงการไร่ละ 1,000 บาท” เพื่อสนับสนุนค่า “บริหารจัดการและพัฒนาคุณภาพผลผลิต” ให้กับเกษตรกรผู้ปลูกข้าวไม่เกินครอบครัวละ 20 ไร่ เป็นเงินรวมกันทั้งสิ้น 55,364.75 ล้านบาท รวมทั้ง 3 โครงการเป็นเงิน ทั้งสิ้น 150,127.75 ล้านบาท

ถือว่า ส่วนโครงการประกันรายได้ ปี 4  ที่”จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏร์” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะ แกนนำพรรคร่วมรัฐบาลที่สามารถเดินหน้าผลักดันโครงการประกันรายได้จนมาถึงปีที่ 4 แม้ว่า ในช่วงโครงการประกันรายได้ในปีที่ 3 จะมีเสียงโวยวาย ว่า โครงการประกันรายได้ทำลายกรอบวินัยการเงินการคลังของประเทศ เพราะรัฐบาลจะต้องหาเงินมาใส่ในโครงการประกันรายได้เป็นการสร้างภาระงบประมาณ

3 ปี ถม 3 แสนล้าน ประกันรายได้  คุ้มหรือไม่คุ้ม

แต่สุดท้ายโครงการก็ยังเดินหน้าเข้าสู่ปีที่ 4 ที่ผ่านมาโครงการประกันรายได้ข้าวใช้เงินหลายแสนล้านบาท จึงเกิดคำถามว่า  คุ้มหรือไม่ ถ้าเป็นเกษตรกรก็ต้องตอบว่า คุ้ม เพราะช่วยเหลือชาวนาในช่วงที่ราคาข้าวตกต่ำ ผลประโยชน์ก็ตกเป็นของเกษตร แต่ในทางกลับกัน เงินมากมายกว่าแสนล้านบาทที่นำไปใช้ในโครงการประกันรายได้ข้าวทำให้มีปัญหาด้านงบประมาณของรัฐบาล ซึ่งนักวิชาการหลายมองว่าไม่คุ้ม ที่รัฐบาลต้องจัดสรรให้ทุกปี  แทนที่จะนำเงินไปปรับปรุงพัฒนาคุณภาพข้าวหรือไปสนับสนุนการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าว

อย่างไรก็ตามก็ถือเป็นการมองต่างมุม ในแง่ของการเมืองก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นนโยบายหาเสียง ซึ่งก็ถือเป็นเรื่องปกติโดยเฉพาะอย่างยิ่งในโค้งสุดท้ายของรัฐบาล”บิ๊กตู่” ที่จำเป็นตุนคะแนนเสียงเพื่ออนาคตในการเลือกตั้งครั้งหน้า  แต่คงต้องจับตาว่า ด้วยเงินงบประมาณหลายแสนล้านบาทที่ทุ่มไปกับโครงการประกันรายได้ข้าว ซึ่งไม่นับรวมถึงพืชเศรษฐกิจอีก 4 ชนิดในโครงการประกันรายได้คือ ยางพารา ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน ที่ต้องจัดสรรงบประมาณไป จะซ้ำรอยกับโครงการจำนำข้าวในสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตรหรือไม่ ..