ทุกๆกิจกรรมของมนุษย์ ได้ปล่อยก๊าซคาร์บอนซึ่งเป็นต้นเหตุของโลกร้อนและนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ หรือ Climate Change หากประเมินในภาคอุตสาหกรรมจะพบว่าการปล่อยคาร์บอนจะมีสัดส่วนที่สูงมากกว่าอย่างไม่ต้องสงสัย
ภราดร จุลชาต ประธานกิตติมศักดิ์กลุ่มอุตสาหกรรมพลาสติก สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สอท.)ให้สัมภาษณ์ “กรุงเทพธุรกิจ”ว่า ภาคอุตสาหกรรมหากจะเปลี่ยนบทบาทเพื่อช่วยลดโลกร้อนนั้นไม่ใช่เรื่องยาก สามารถเริ่มได้จากการปรับใช้พลังาน เพราะอุตสหกรรม เช่น กลุ่มพลาสติก มีการใช้พลังงานไฟฟ้าค่อนข้างสูง และหากจะถามต่อไปว่าพลังงานไฟฟ้านั้นๆ มาจากไหนก็พบว่ายังเป็นเชื้อเพลิงฟอสซิลอยู่ ดังนั้น การปรับที่พลังงานจะเป็นการเริ่มต้นที่ดีและเร็ว
ขั้นตอนต่อไปก็คือการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมาใช้เพื่อปรับเปลี่ยนการทำงานซึ่งเป็นการดำเนินงานปกติของภาคอุตสาหกรรมอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าหากรัฐต้องการพลักดันสู่การลดปล่อยคาร์บอนไม่ว่าจะเป็นแค่ สร้างความเป็นกลางทางคาร์บอน หรือ คาร์บอนศูนย์ เงื่อนไขและกลไกต่างๆของภาครัฐต้องมีความเหมาะสมและสมดุล คือ ต้องไม่เข้มข้นและเร็วเกินไปจนเป็นการลดขีดความสามารถการแข่งขัน ขณะเดียวกัน หากไม่ตระหนักในเรื่องสภาพแวดล้อมเลย หรือดำเนินการช้าไป ก็อาจเป็นอุปสรรคทางธุรกิจได้ โดยเฉพาะประเทศไทยที่มีสัดส่วนการทำการค้าระหว่างประเทศที่สูงมาก
“เมื่อก่อนจะเปลี่ยนเครื่องจักร ปรับการผลิต จะคิดแต่กำไรขาดทุนในรูปตัวเงิน แต่จากนี้ จะต้องคิดว่า เครื่องจักรนั้นให้ผลผลิตสูง แต่หากอัตราการใช้พลังงานไม่คุ้มค่าก็ไม่ใช่ตัวเลือกที่ดี เพราะจากนี้การปล่อยคาร์บอนจะเป็นกติกาใหม่ทางการค้าที่หากปล่อยคาร์บอนสูงก็เท่ากับมีต้นทุนที่สูงตามไปด้วย ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องของmindset ที่ต้องเปลี่ยนแล้ว”
หากจะถามว่า ภาคธุรกิจมีความสามารถมากน้อยแค่ไหนในการปรับตัว ต้องยอมรับว่ากลุ่มอุตสาหกรรมราย
“เอสเอ็มอี เป็นกลุ่มทีไม่น่าจะไปถึงเป้าหมายที่กำหนดไว้ได้ แต่ก็ต้องเริ่มปรับเปลี่ยนธุรกิจที่เห็นว่าเป็นอนาคต ซึ่งรายกลางและรายเล็กอื่น ๆยอมรับว่าหลายๆคนยังขอเอาตัวให้รอดก่อน การที่ต้องมานั่งคิดเรื่องนี้ มันต้องใช้ความพยายามพอสมควร"
ทั้งนี้ กลไกที่จะช่วยให้รายเล็กและรายใหญ่สามารถบรรลุเป้าหมายคาร์บอนศูนย์ได้ นอกจาก การดึงกันไปตามกลไกซัพพลายเชนที่รายเล็กจะเป็นห่วงโซ่อุปทานให้รายใหญ่อยู่แล้ว การนำรูปแบบเศรษฐกิจหมุนเวียน โดยเริ่มจากผู้บริโภคที่ปรับตัวคำนึงถึงการบริโภคที่ไม่ก่อให้เกิดขยะ ไม่ว่าจะเป็นการปฎฺิเสธการบริโภคที่เกิดจำเป็น การลดการบริโภคให้น้อยลง หรือคำนึงถึงวัตถุดิบที่นำมาผลิตสินค้า
“ยกตัวอย่าง เม็ดพลาติดส่วนใหญ่ 90 % มาจากน้ำมัน แต่พลาสติกรุ่นใหม่คือ Bio based ซึ่งผลิตจากวัสดุธรรมชาติ เช่นอ้อย แต่มีราคาสูงกว่าพาสติกทั่วไป 2.5เท่า แม้การผลิตสินค้าจาก Bio based จะเพิ่มคาร์บอนเครดิตให้ธุรกิจได้มากแต่หากตลาดไม่ตอบรับอย่างกว้างขวางก็จำเป็นต้องมีมาตรการสนับสนุนต่อไป”
สำหรับมาตรการสนับสนุน อาจเป็นในรูปแบบการใช้กฎหมายบังคับเช่น การกำหนดสัดส่วนสินค้าจาก Bio based เพิ่มขึ้นเพื่อให้ผู้ผลิตมีช่องทางตลาดเพิ่ม หรือจะกำหนดมาตรการทางภาษีเช่นให้เข้าถึงเทคโนโลยีจากต่างประเทศ หรือ เพิ่มขีดความสามารถการคิดค้นนวัตกรรม เป็นต้น
“โลกร้อนในตอนนี้ยังไม่มีกฎหมายมาบังคับ แต่ตอนนี้เทรนของโลกกำลังเปลี่ยนทุกตัวมีทั้งโอกาสและอุปสรรค นักธุรกิจที่ดีก็ต้องปรับตัวให้เข้ากับสถาณการณ์ ไม่ใช้ทำในสิ่งที่เคยทำในอดีต ถ้าค่อยๆทย่อยปรับตัวไปสู่เทรน จะสามารถอยู่ได้แน่นอน”
เรื่องของ Climate Change หากประเทศไทยไม่ปรับตัวทั้งที่ต้องค้าขายกับสังคมโลก ก็จะถูกกฎหมายกฎระเบียบโลกบีบให้ประเทศไทยต้องปรับตัวให้เข้ากับกฎหมายในที่สุด หากปล่อยจนถึงเวลานั้น Climate Changeก็อาจเป็นความเสี่ยงและอุปสรรคของไทยแทนที่จะเป็นโอกาส








