วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

กองทัพคนทุกข์ในยุค DIGITAL วิกฤติเศรษฐกิจไทย ปี 2565 (จบ)

วิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 ผู้ที่ได้รับผลกระทบคือนิติบุคคลรายใหญ่ (คนรวย) สถาบันการเงินเข้ามาดูแลแก้ไขปัญหาจึงผ่านพ้นได้ ถ้าไม่สามารถแก้ไขหนี้คนชั้นกลางและคนรากหญ้า 40 ล้านบัญชี หนี้นอกระบบอีกจำนวนมากได้ระเบิดเวลาลูกใหญ่ที่รออยู่ข้างหน้าจะทำให้คนทุกข์เต็มแผ่นดิน

บทเรียนจากวิกฤติเศรษฐกิจต้มยำกุ้งในปี 2540 เป็นบทเรียนครั้งสำคัญที่ทำให้เกิด Big Change ของประเทศไทย ด้วยการปฏิรูปเพื่อวางโครงสร้างเชิงสถาบันและพัฒนาสถาบันการเงินให้เข้มแข็งขึ้นจนสามารถเผชิญปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจการเงินโลกที่เกิดขึ้นได้ การอุบัติขึ้นของวิกฤติการเงินโลกในปี 2551 หรือ “วิกฤติแฮมเบอร์เกอร์” ที่เกิดจากวิกฤติสินเชื่อด้อยคุณภาพ (Sub-Prime Mortgage Crisis) ซึ่งเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นในระบบการเงินสหรัฐ ทำให้ปัญหาลุกลามไปทั่วโลกอย่างรวดเร็ว หลังจาก บริษัทเลห์แมน บราเธอร์ส ล้มละลายเมื่อเดือนกันยายน 2551 ภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัว ส่งผลกระทบต่อการส่งออกและการท่องเที่ยวของประเทศไทย การลงทุนภาคเอกชนชะลอตัวตลอดปี 2551 ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและนักธุรกิจลดลง จาการที่รัฐบาลในขณะนั้นได้ดำเนินนโยบายสร้างสมดุล ให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยง การสร้างความเชื่อมั่น (Public Trust) ของระบบเศรษฐกิจ มีการจัดตั้งหน่วยงานใหม่ดูแลความมั่นคงของระบบการเงิน เช่น สถาบันคุ้มครองเงินฝาก เครดิตบูโร ช่วยให้ประเทศไทยผ่านวิกฤตมาได้

ปัญหาสภาวะเศรษฐกิจของไทยที่ได้รับผลกระทบต่อเนื่องมาหลายปีจากปัญหาสงครามการค้าจะระหว่างจีนกับสหรัฐ ปัญหาการระบาดของไวรัสโควิด 19 ผลกระทบจากสงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครนที่ส่งผลกระทบผ่านราคาน้ำมันและอาหารที่เพิ่มสูงขึ้น ทั่วโลกต้องเผชิญกับสภาวะเงินเฟ้ออย่างรุนแรง เศรษฐกิจไทยต้องเผชิญแรงเสียดทานจากปัจจัยภายนอก และปัจจัยภายในคือความไม่แน่นอนทางการเมือง ปี 2565 วิกฤติเศรษฐกิจอาจเป็นวิกฤตที่รุนแรงกว่าปี 2540 เพราะปัญหาทางเศรษฐกิจครั้งนี้ผู้ที่ได้รับผลกระทบคือคนชั้นกลางและคนยากคนจนทั่วประเทศ 

ปัญหาที่น่าเป็นห่วงที่สุดคือปัญหาหนี้ครัวเรือนของประเทศไทยอยู่ในระดับที่สูงมากปี 2564 หนี้ครัวเรือนไทยอยู่ที่ระดับ 90.1% ต่อ GDP ปี 2565 อยู่ที่ 86-88% ต่อ GDP ลดลงเล็กน้อยจาก GDP ที่ขยายตัวเพิ่มขึ้น หนี้ครัวเรือนต่อ GDP ไทย สูงติดอันดับโลก เข้าข่ายวิกฤติวิกฤติหนี้สินครัวเรือนแล้ว ตัวเลขหนี้ที่ปรากฏยังไม่นับรวมการเป็นหนี้นอกการกำกับดูแลของธนาคารแห่งประเทศไทย และหนี้นอกระบบ ถ้ามีการนับรวมหนี้ครัวเรือนไทยน่าจะทะลุ 100%ต่อ GDP ไปแล้ว

แหล่งข่าวจากสถาบันการเงินเปิดเผยว่า ลูกหนี้โดยรวมทั้งระบบของบริษัทศูนย์ข้อมูลเครดิตแห่งชาติและผู้ให้บริการทางการเงิน Non-Bank ลูกหนี้สหกรณ์ออมทรัพย์ สหกรณ์การเกษตรและสหกรณ์อื่น ๆ ลูกหนี้กองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ) และ PICO Finance มีลูกหนี้โดยรวมทั้งสิ้น 95.33 ล้านบัญชี โดยแบ่งเป็นลูกหนี้ในระบบเครดิตบูโร 79.24 ล้านบัญชี จากผู้ปล่อยสินเชื่ออื่น 16 ล้านบัญชี เป็นลูกหนี้ปกติ 69.4 ล้านบัญชี กลุ่มนี้คาดว่าจะตกชั้น 15 ล้านบัญชี ขณะที่เริ่มค้างชำระเกิน 90 วัน 8 ล้านบัญชี เริ่มค้างชำระ 31-90 วัน (หนี้ที่ต้องจับตามองเป็นพิเศษ หรือ SM) 1.7 ล้านบัญชี หนี้ปกติที่คาดการณ์ว่าจะเป็นหนี้มีปัญหา 15 ล้านบัญชี รวมลูกหนี้ที่ต้องการความช่วยเหลือทั้งระบบสูงถึง 40 ล้านบัญชี

เจาะลึกลูกหนี้ที่มีปัญหา สินเชื่อเช่าซื้อที่ค้างชำระ 413,445 บัญชี หมายความว่ามีครัวเรือนเกือบ 400,000 ครอบครัว ที่อาจถูกยึดรถได้ในระยะข้างหน้า สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย ที่ค้างชำระ และกลุ่ม SM จำนวน 1.08 แสนบัญชี ครัวเรือนที่อาจสูญเสียบ้านในอนาคต และยังมีผู้ประกอบการ SME ที่เป็นนิติบุคคลอีกเป็นจำนวนมากที่มีปัญหาในการชำระหนี้ โดยในไตรมาสแรกปี 2565 มี SME 2.87 แสนราย มีปัญหาในการชำระหนี้

เมื่อเดือน มิ.ย.2565 รัฐบาลมีการแต่งตั้งคณะกรรมการแก้ไขหนี้สินของประชาชนรายย่อย มีการกำหนดแนวทางการแก้ไขหนี้แต่ละกลุ่ม ด้วยการปรับโครงสร้างหนี้ มีการชำระหนี้โดยใช้กลไกแก้หนี้แบบเชิงรุก ไม่ใช่แนะนำให้ลูกหนี้เดินไปหาเจ้าหนี้ฝ่ายเดียว

วิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 ผู้ที่ได้รับผลกระทบคือนิติบุคคลรายใหญ่ (คนรวย) และสถาบันการเงิน มีการตั้งคณะกรรมการส่งเสริมการปรับโครงสร้างหนี้เข้ามาดูแลปัญหา ลูกหนี้รู้จักคำว่า ตัดผม (Haircut) ปรับตารางการชำระหนี้ให้อยู่รอดถึงปี 2567 มีการชำระหนี้แบบหน้าต่ำหลังสูงการแก้ไขปัญหาของคนรวยจึงผ่านพ้นมาได้ ถ้าไม่สามารถแก้ไขหนี้ของคนชั้นกลางและคนรากหญ้า 40 ล้านบัญชี และหนี้นอกระบบอีกเป็นจำนวนมากได้ ระเบิดเวลาลูกใหญ่ที่รออยู่ข้างหน้า จะทำให้คนทุกข์เต็มแผ่นดิน

ฟังนโยบายที่แต่ละพรรคการเมืองหาเสียงแล้ว ก็ได้แต่รอโชคช่วยและอภินิหารจากพระสยามเทวาธิราช เท่านั้น…..