background-default

วันพฤหัสบดี ที่ 15 มกราคม 2569

Login
Login

กองทัพคนทุกข์ในยุค Digital วิกฤติเศรษฐกิจไทยปี 2565 (3)

กองทัพคนทุกข์ในยุค Digital วิกฤติเศรษฐกิจไทยปี 2565 (3)

บทเรียนจาก "วิกฤติเศรษฐกิจ" ปี 2540 ทำให้ไทยมีโครงสร้างทางเศรษฐกิจ (Economic Structure) และโครงสร้างระบบการเงินเปลี่ยนแปลงไปมาก

การจัดตั้งกิจการวิเทศธนกิจ( BIBF) ในปี 2536 ทำให้สถาบันการเงินและภาคเอกชนไทยมีเสรีในการกู้ยืมเงินจากต่างประเทศ จึงมีการกู้เงินไปเก็งกำไรในอสังหาริมทรัพย์ และตลาดหุ้น ภาคเอกชนเร่งขยายกิจการจนเกินตัว ก่อนปี 2540 ธุรกิจหลายแห่งกู้ยืมเกินตัว (Over leverage) ทำให้ปี 2540 ธุรกิจมีสัดส่วนหนี้ต่อทุน (D/E Ratio) สูงถึง 5 เท่า ทำให้เกิดวิกฤติสามมิติ วิกฤติค่าเงิน วิกฤติหนี้สิน และวิกฤติเศรษฐกิจมหภาค โดยเฉพาะวิกฤตหนี้สินจนนำไปสู่วิกฤติสถาบันการเงิน เมื่อค่าเงินบาทถูกโจมตีในปี 2540 ธปท. ประกาศลอยตัวค่าเงินบาท ค่าเงินบาทอ่อนตัวจาก 25 บาท เป็น 56 บาทต่อดอลลาร์ ทำให้สถาบันการเงินและเอกชนที่กู้เงินจากต่างประเทศมีหนี้ในรูปเงินบาทเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า จนเกินความสามารถที่จะชำระหนี้ได้ 

วิกฤติทางการเงินที่เกิดขึ้นในปี 2540 เกี่ยวข้องกับสถาบันการเงิน ทั้งบริษัทเงินทุนและธนาคารพาณิชย์ จนทำให้เกิดวิกฤติการณ์ของทั้งระบบสถาบันการเงินที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์เศรษฐกิจการเงินไทย ภาระความเสียหายสุทธิมีมูลค่ารวมกันถึง 1.4 ล้านล้านบาทคิดเป็น 28% ของ GDP ความเสียหายที่เกิดขึ้น เป็นผลมาจาก การให้ความช่วยเหลือผู้ฝากเงินเจ้าหนี้ และการให้ความช่วยเหลือสภาพคล่อง ให้กับ 56 สถาบันการเงินและสถาบันการเงินอื่นจำนวน 554,149 ล้านบาท การขาดทุนจากการถือหุ้นในสถาบันการเงินที่เข้าแทรกแซง จำนวน 169,139 ล้านบาท การขาดทุนจากการเข้าซื้อสินทรัพย์ด้อยคุณภาพออกจากสถาบันการเงินของรัฐ จำนวน 650,750 ล้านบาท 

รัฐบาลได้ตรากฎหมายให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินโดยออกเป็นพระราชกำหนด 2 ฉบับ ในปี 2541 และปี 2545 ออกพันธบัตรเพื่อกู้ยืมเงินวงเงินไม่เกิน 500,000 ล้านบาท และ 780,000 ล้านบาท โดยกำหนดแหล่งเงินทุนและกลไกในการชำระคืนไว้อย่างชัดเจน ทั้งกำไรสุทธิที่ ธปท. นำส่งเป็นรายได้ในแต่ละปี เงินรายได้จากการแปรรูปรัฐวิสาหกิจและดอกผลกองทุน

แนวนโยบายมหภาคที่ต้องทำตามใบสั่งของ IMF ทำให้หนี้เสียและหนี้สูญของสถาบันการเงินเพิ่มสูงขึ้น สถาบันการเงินไม่กล้าขยายสินเชื่อ ทำให้ ธปท. ประกาศลดอัตราดอกเบี้ยมาตรฐานจาก 12.5% เป็น 7.0% ต่อปี เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2542 เป็นการลดดอกเบี้ยอย่าง

ฮวบฮาบถึง 5.5% ส่งผลกระทบถึงอัตราดอกเบี้ยเงินฝากด้วย อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง (real rateOf interest) หลังหักภาษีดอกเบี้ยลดลงสู่ระดับใกล้เคียงกับศูนย์ ประชาชนผู้ฝากเงินและอาศัยรายได้จากดอกเบี้ยลำบากกันทั่วหน้า

แม้อัตราดอกเบี้ยจะลดต่ำลงอย่างมากแต่สถาบันการเงินก็ยังไม่กล้าปล่อยสินเชื่อสินเชื่อของระบบสถาบันการเงินยังไม่คืนสู่สภาวการณ์ปกติ การปรับเปลี่ยนนโยบายการคลังเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจโดยใช้นโยบายขาดดุล การลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม การปรับลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเพื่อเพิ่มอุปสงค์มวลรวม การปรับเปลี่ยนนโยบายเศรษฐกิจมหภาคของรัฐบาลถึงแม้จะล่าช้า แต่ก็ทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัว (Economic Recovery) โดย GDP เริ่มเป็นบวก ในปี 2542

บทเรียนจากวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 ทำให้ไทยมีโครงสร้างทางเศรษฐกิจ (Economic Structure)และโครงสร้างระบบการเงินเปลี่ยนแปลงไปมาก รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งในระบบประชาธิปไตยมีทีมงานเศรษฐกิจที่มีความรู้ความสามารถเข้ามารับมือจนสามารถชำระหนี้ IMF ได้ก่อนกำหนด แต่ในปี 2565 ปัญหาทางเศรษฐกิจมีความซับซ้อน มีความท้าทายใหม่ ๆ 

ผลกระทบเกิดขึ้นกับคนยากจนที่อาจเป็นวิกฤติที่รุนแรงกว่าปี 2540 ถ้าไม่มีรัฐบาลที่มีความรู้ความสามารถเข้ามารับมือ กองทัพคนทุกข์จะเต็มแผ่นดินแน่นอน…..