สมรภูมิแฟชั่นไทยแข่งขันรุนแรง ขณะที่แบรนด์ไทย “แม็คยีนส์” อยู่ในตลาดมากกว่า 50 ปี พลิกกลยุทธ์และครองผู้นำตลาดกางเกงยีนส์ได้
เจมส์ ริชาร์ด อมตวิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แม็คกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) องค์กรธุรกิจค้าปลีกสินค้าแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ “แม็คยีนส์” ฉายภาพรวมธุรกิจแฟชั่นในประเทศไทยแข่งขันสูง มีแบรนด์ใหม่ทั้งขนาดใหญ่และขนาดเล็กขยายตลาดต่อเนื่อง ทำให้มีแบรนด์ที่อยู่ในตลาดได้และแบรนด์ที่ต้องปิดตัวลง ขณะที่เทรนด์ลูกค้าสนใจเข้ามาเลือกชมสินค้าที่หน้าร้าน หรือ วินโดว์ ชอปปิง แต่ท้ายที่สุดเลือกซื้อออนไลน์มากขึ้น
“เราแข่งขันได้ในตลาดแฟชั่นที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ท่ามกลางแบรนด์ที่อยู่รอดและหายไป มาจากการวางแผนด้านการเงินอย่างมีประสิทธิภาพ จนสร้างสภาพคล่องระดับสูง มีความคล่องตัวในการดำเนินงาน มีความยืดหยุ่นและปรับแผนลงทุนสอดคล้องกับเทรนด์ตลาด รวมถึงมีพาร์ตเนอร์ที่ดี”
ชี้ตลาดแฟชั่นแบรนด์แข่งเดือด
ตลาดที่แข่งขันสูง ทำให้ต้องปรับแผนสอดคล้องกับลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงไป ทั้งการนำเสนอสินค้าแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ เพิ่มความหลากหลายที่มากกว่ากางเกงยีนส์ เช่น เสื้อทีเชิ้ต มีสินค้าใหม่ 20-30 รายการ ขยายสินค้าเครื่องประดับและของตกแต่งมากขึ้น
พร้อมเน้นกลยุทธ์ O2O ลูกค้าเลือกซื้อออนไลน์และไปรับที่สาขา (ออฟไลน์) ได้ หรือซื้อผ่านสาขาแล้วส่งถึงบ้านได้เช่นกัน ทำให้ลูกค้าเลือกซื้อได้สะดวกในทุกช่องทางแบบไร้รอยต่อ แนวรุกสำคัญยังให้น้ำหนักกับ “ติ๊กต๊อก” (TikTok) ที่มีการไลฟ์นำเสนอสินค้ารุ่นใหม่ๆ ทำให้ปัจจุบันยอดขายมาจากออนไลน์ 12-13% คาดเพิ่มเป็น 20% ได้ใน 2-3 ปี
นอกจากนี้ ทำให้ลูกค้าใกล้ชิดกับแบรนด์ผ่านการขยายสาขาโดยวางงบลงทุน 100 ล้านบาท เปิดสาขาใหม่ 10 สาขา พร้อมรีโนเวทสาขา 80 สาขาเก่า จากเปิดบริการกว่า 600 สาขา แต่ละสาขาเน้นวางสินค้าให้สอดรับดีมานด์ ทั้งมุ่งสร้างแบรนด์ครองใจลูกค้าทุกเจนเนอเรชั่น ผ่านแบรนด์แอมบาสเดอร์คนใหม่ “อแมนด้า ชาลิสา ออบดัม” ร่วมกับ “อนันดา เอเวอริงแฮม” แอมบาสเดอร์ของแบรนด์ที่ทำหน้าที่มาสองปีแล้ว ร่วมเป็นตัวแทนถ่ายทอดแบรนด์คอนเซปต์ของแม็คยีนส์ "My Mc My Way ชีวิต...เต็มแม็ค”
จากแผนเชิงรุกจะทำให้ภาพรวมผลการดำเนินงานปีบัญชี 2568 (1 ก.ค.2567-30 มิ.ย.2568) เติบโตได้ดี มีฐานลูกค้าใหม่เพิ่มขึ้นต่อเดือน 50,000-100,000 คน จาก 1.7 ล้านคนในปัจจุบัน ยอดขาย 80% มาจากกลุ่มคนรุ่นใหม่ ด้านปีบัญชี 2567 (1 ก.ค.2566-30 มิ.ย.2567) มีกำไรสุทธิ 713 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.8% เทียบงวดเดียวกันของปีก่อน มีรายได้รวม 4,054 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.5% สูงสุดรอบ 7 ปี มีอัตรากำไรขั้นต้นสูง 64.2%
เจาะอินไซต์ตลาดกางเกงยีนส์ไทย
โดยภาพรวมบริษัทมีสินค้าสร้างยอดขายต่อปี 6 ล้านชิ้น มาจากกลุ่มเดนิม 35% นอนเดนิม 65% ลูกค้าซื้อสินค้าหน้าร้านเฉลี่ย 2,800 บาทต่อคนต่อบิล หรือ 3 ชิ้น ซื้อออนไลน์ 1,000 บาท ราว 1 ชิ้นครึ่ง
ทั้งหมดมาจากพฤติกรรมการเลือกซื้อกางเกงยีนส์ของคนไทย โดยบริษัทได้เก็บข้อมูลของผู้บริโภคคนไทยในช่วงที่ผ่านมา พบว่า ผู้หญิงมีกางเกงยีนส์เฉลี่ยถึง 20 ตัว ส่วนผู้ชาย มีกางเกงยีนส์เฉลี่ย 10 ตัว และบางตัวซื้อมาเมื่อ 15 ปีก่อน แต่ยังเลือกใส่มาจนถึงปัจจุบัน
“แม้ช่องทางออนไลน์มีแบรนด์ใหม่เข้ามาแข่งขัน หรือมีแพลตฟอร์มจากจีนเข้ามาทำตลาด แต่บริษัทยังมองโอกาสการเติบโตที่ดี และมีพาร์ตเนอร์ที่ดีกลุ่มผู้ผลิตวัตถุดิบกางเกงยีนส์คือ อิโตชู (Itochu) จากประเทศญี่ปุ่น”


