วันพฤหัสบดี ที่ 2 เมษายน 2569

Login
Login

‘เอส’ยกเครื่องน้ำอัดลมรอบ 11 ปี ดันแบรนด์ “โคล่า” สัญชาติไทยบุกเอเชีย

‘เอส’ยกเครื่องน้ำอัดลมรอบ 11 ปี   ดันแบรนด์ “โคล่า” สัญชาติไทยบุกเอเชีย

"ไทยเบฟ" เล็งเขย่าโครงสร้างธุรกิจเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ ถอน OISHI ออกจากตลาดหุ้น ล่าสุด "เอส" เตรียมเคลื่อนทัพสู่ตลาด "น้ำอัดลมเอเชีย" ปรับรสชาติให้ซ่า อร่อยขึ้น แก้โจทย์ที่เผชิญกว่า 10 ปี พร้อมดึง "ชาอึนอู-โบกี้ไลอ้อน-Yes Indeed-นักวอลเลย์บอล" นั่งพรีเซ็นเตอร์

ปี 2566 “เอส” น้ำอัดลมสัญชาติไทย ภายใต้อาณาจักรยักษ์เครื่องดื่มอย่าง “ไทยเบฟเวอเรจ” เดินทางเข้าสู่ปีที่ 11 หลังถือกำเนิดขึ้น จากการแยกตัวระหว่าง “เสริมสุข” และ “เป๊ปซี่”

การทำตลาดครั้งแรกปี 2555 “เอส” ประกาศตัวกล้าสู้ยักษ์น้ำอัดลม ที่สมัยนั้นมี 2 บิ๊กแบรนด์ “เป๊ปซี่-โค้ก” ยืนหยัดแข็งแกร่ง

เมื่อไม่กลัว กล้าคิดต่าง เพื่อท้าทายความสำเร็จ ทำให้บริษัทเดินเกมรุกต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน ครั้งแรกของการทำตลาด “เอส” สามารถแย่งส่วนแบ่งทางการตลาดได้ 11% จากการจัดจำหน่ายและกระจายสินค้าซึ่งเป็น “กระดูกสันหลัง” เจาะร้านค้าทั่วไทยนับ “แสนแห่ง”

ทว่า โจทย์ที่ “เอส” เผชิญมาตลอดในการทำตลาดคือ “รสชาติ” ความอร่อย และความซ่า อันเป็นเอกลักษณ์ของน้ำอัดลม ทำให้ผู้บริโภคอาจ “เลือกแบรนด์ระดับโลก” ดื่มมากกว่า

สุภรณ์ เด่นไพศาล ผู้อำนวยการสำนักการตลาด สายธุรกิจเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ ประเทศไทย บริษัท ไทยดริ้งค์ จำกัด ฉายภาพว่า ตลอดระยะเวลาของการทำตลาดน้ำอัดลม “เอส” มีการปรับเปลี่ยนสูตร พัฒนารสชาติให้โดนใจผู้บิรโภคกลุ่มเป้าหมายอย่างต่อเนื่อง แต่ปี 2566 เป็นการเขย่าตลาดครั้งใหญ่สุดในรอบทศวรรษ

ด้วยการอัพเลเวลแบรนด์ ปรับสูตรใหม่ให้ “ซ่ายิ่งขึ้น” ปรับโลโก้ เปลี่ยนแพ็คเกจจิ้งใหม่ให้น้ำดำ ส่วนน้ำสีใช้แบรนด์ “เอส” เท่านั้น และตัด Play ออกไป

‘เอส’ยกเครื่องน้ำอัดลมรอบ 11 ปี   ดันแบรนด์ “โคล่า” สัญชาติไทยบุกเอเชีย

ปรับสูตร อัพเลเวลสู่ "โคล่า" อาเซียน

“การเดินทาง 10 ปีของน้ำอัดลมแบรนด์เอส โจทย์ที่เจอในการทำตลาดคือเรื่องรสชาติยังไม่เสถียรมากนัก รสชาติไม่โดนใจผู้บริโภคมากนัก จึงมีการพัฒนารสชาติอย่างต่อเนื่อง ส่วนด้านแบรนด์อาจสื่อสารหลายมิติ เช่น ดื่มคู่อาหาร เจาะคนรุ่นใหม่ ไม่มีความต่อเนื่อง แต่ปีนี้จะตอกย้ำจุดยืนแบรนด์เจาะคนรุ่นใหม่เจนฯซีมากขึ้น”

ดังนั้น บริษัทจึงทุ่มงบประมาณ 150 ล้านบาท มากสุดในรอบ 3 ปี เพื่อสื่อสารการตลาด พร้อมดึงเปิดตัวพรีเซ็นเตอร์ใหม่ ประกอบด้วย นักร้องนักแสดงเกาหลี “ชาอึนอู” โบกี้ไลอ้อน วง Yes Indeed และ3 สาวนักวอลเลย์บอลนิวเจนเพื่อเจาะกลุ่มเป้าหมายเจนเนอเรชั่นซี(Z)

การอัพเลเวลไม่เพียงมุ่งเจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ แต่เป้าหมายใหญ่กว่านั้น คือการประกาศศักดา “เอส” ให้เป็นน้ำอัดลมหรือโคล่าของภูมิภาคเอเชีย รองรับบริบทโลกที่ต่างโฟกัสการบริโภค ตลาดมาสู่เอเชียมากขึ้น

‘เอส’ยกเครื่องน้ำอัดลมรอบ 11 ปี   ดันแบรนด์ “โคล่า” สัญชาติไทยบุกเอเชีย พรีเซ็นเตอร์จัดเต็มและงบอีก 150 ล้านบาท เพื่อทำตลาดทั้งปี

“เป็นความท้าทายสุด เพราะบริษัทต้องการผลักดันแบรนด์เอส ให้เป็นโคล่าระดับเอเชีย ที่ครองใจกลุ่มเป้าหมายเจนฯซี ถือเป็นการก้าวสู่ปีที่ 11 อย่างยิ่งใหญ่ เพื่อพลิกหน้าประวัติศาสตร์น้ำอัดลม”

ทั้งนี้ “เอส” วางแผนจะขยายตลาดน้ำอัดลมไปสู่ประเทศเพื่อนบ้านมากขึ้น หลังลองบุกประเทศมาเลเซีย 4-5 ปีแล้ว ขณะที่ภาพรวมตลาดน้ำอัดลมภูมิภาคเอเชีย แต่ละประเทศจะมีแบรนด์ท้องถิ่นเป็นทางเลือกเจาะกลุ่มเป้าหมาย เช่น กัมพูชา “IZE Cola” ประเทศอินเดียมีแบรนด์ท้องถิ่นยึดตลาดอันดับต้นๆ รวมถึง “ซาสี่” ซึ่งเข้ามาอยู่ในพอร์ตของกลุ่มไทยเบฟฯ ส่วนระดับโลก แบรนด์โลคัลที่ทำตลาดน้ำอัดลม มีทั้ง บิ๊กโคล่า เป็นต้น 

กรุงเทพธุรกิจ ยังสอบถามถึงเหตุผลการปรับสูตร กำหนดกลยุทธ์การทำตลาด วางจุดยืนให้ "เอส" ใหม่ในครั้งนี้ เพื่อรองรับแผนการเตรียมรื้อโครงสร้างกลุ่มธุรกิจเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ของกลุ่ม "ไทยเบฟเวอเรจ" หรือไม่ หลังจากก่อนหน้านี้ บริษัทประกาศเตรียมเพิกถอน OISHI ออกจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(ตลท.) "สุภรณ์" ให้คำตอบว่า สิ่งที่ดำเนินการ โฟกัสเฉพาะผลิตภัณฑ์ "เอส" เท่านั้น ไม่เกี่ยวข้องกับแผนงานของบริษัทแม่ 

อย่างไรก็ตาม จุดแข็ง “เอส” คือมีช่องทางจำหน่ายแกร่งของเสริมสุข หนุนการเติบโต และยังต่อยอดสู่การบุกร้านอาหาร เป็นช่องทางทำเงินสัดส่วน 12% ของพอร์ต ถือว่ามากสุด เมื่อเทียบกับ “คู่แข่ง” ที่เจาะขุมทรัพย์เดียวกัน ทว่า ช่วงโควิด-19 ระบาด ร้านอาหารถูกล็อกดาวน์ ปิดให้บริการจำนวนมาก บริษัทจึงได้รับผลกระทบด้านยอดขายและส่วนแบ่งการตลาด “หดตัวลง”

‘เอส’ยกเครื่องน้ำอัดลมรอบ 11 ปี   ดันแบรนด์ “โคล่า” สัญชาติไทยบุกเอเชีย สุภรณ์ เด่นไพศาล 

ปิดปีงบประมาณ 2565(ต.ค.64-ก.ย.65) “เอส” มีส่วนแบ่งการตลาดน้ำอัดลมอยู่ที่ 8% เติบโต 9% สูงกว่าตลาดรวม แต่เมื่อเทียบกับช่วงก่อนโควิดระบาด ถือว่าส่วนแบ่งตลาด “ลดลง” จากเดิมอยู่ที่ 10% และช่วงเปิดตัวครั้งแรกปี 2555 มีส่วนแบ่งตลาด 11%  

ปัจจุบันค่าย “โคคา-โคล่า” เป็นผู้นำตลาดน้ำอัดลมครองส่วนแบ่งตลาด 51% ตามด้วย “เป๊ปซี่” 37% และ “เอส” ส่วนเบอร์ 4 บิ๊ก โคล่ามีส่วนแบ่งตลาด 4%

“ส่วนแบ่งทางการตลาดที่ลดลง เกิดจากผลกระทบธุรกิจร้านอาหาร เพราะเอส โคล่า จำหน่ายผ่านช่องทางดังกล่าวค่อนข้างมาก”

ขณะที่ภาพรวมตลาดน้ำอัดลม(น้ำดำและน้ำสี)ปี 2565 มีมูลค่า 57,000 ล้านบาท กลับมาฟื้นตัวโต 2.1% จากปี 2564 มูลค่าตลาดอยู่ที่ 53,000 ล้านบาท หดตัวจากปี 2563 มูลค่าตลาดอยู่ที่ 55,000 ล้านบาท โดยการฟื้นตัวของตลาดน้ำอัดลม ถือว่าอยู่ในทิศทางที่ดี เมื่อเทียบกับเครื่องดื่มไม่มีแอลกออฮอล์บางหมวดยังหดตัว อย่างไรก็ตาม ฤดูร้อนปีนี้ ซึ่งเป็นไฮซีซั่น คาดว่าจะผลักดันตลาดให้เติบโตต่อเนื่อง