หลัง 6 อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศออกมาแสดงความกังวลถึงนโยบายและการใช้จ่ายเงินของรัฐบาลที่อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงด้านฐานะการเงินการคลังของประเทศและทำให้การจัดทำงบประมาณอยู่ในระดับขาดดุลต่อเนื่อง
วานนี้(7เม.ย.)นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พร้อมด้วย นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ ปลัดกระทรวงการคลัง ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนต่อกรณีดังกล่าว โดยยืนยันว่า ขณะนี้ ฐานะการคลังแข็งแกร่ง และ รัฐบาลก็เดินนโยบายอย่างเหมาะสม ไม่ได้ใช้จ่ายเงินเกินตัว พร้อมทยอยลดระดับการขาดดุลงบประมาณลง ชี้ทุกวิกฤตก็มีการกู้เงิน
“การดำเนินนโยบายการคลังในช่วงที่ผ่านมานั้น ไม่ได้มีการใช้จ่ายเกินตัว และระดับการขาดดุลงบประมาณก็เริ่มลดลงแล้วในปีงบประมาณ 2566 อย่างไรก็ดี ระดับการขาดดุลงบประมาณก็ยังเป็นเรื่องจำเป็น เพียงแต่จะต้องลดขนาดลงมา”นายอาคมกล่าว
สำหรับการนโยบายการเงินนั้น เขากล่าวว่า ก็ต้องทำให้มั่นใจว่า เศรษฐกิจมีการฟื้นตัว และมีโอกาสฟื้นตัวอย่างเต็มที่ ซึ่งที่ผ่านมาในอดีต นโยบายอัตราดอกเบี้ยมีการปรับตัวค่อนข้างเร็ว เมื่อเห็นสัญญาณเศรษฐกิจเริ่มฟื้น ก็มีการปรับนโยบายดอกเบี้ยขึ้นเลย แต่ครั้งนี้ ต้องขอบคุณผู้ว่าแบงก์ชาติที่มีความเข้าใจ เพราะเป็นเรื่องด้านต้นทุนและไทยก็ยังมีโควิดที่ยังต่อเนื่อง ยังไม่จบ ซึ่งก็ทำให้เห็นว่า นโยบายการเงินได้ทำงานร่วมกับนโยบายการคลัง
เขากล่าวด้วยว่า ในเรื่องการกู้เงินนั้น ช่วง 2 ปีที่ผ่านมาประเทศไทยเกิดวิกฤตโควิด และในอดีตที่ผ่านมา ก็เกิดวิกฤต 2 ครั้งในปี 40 และปี 52 ซึ่งในวิกฤตแต่ละครั้งก็ได้มีการออก พ.ร.ก.กู้เงิน ซึ่งเงินที่กู้มาก็เป็นภาระของคลังด้วย ดังนั้น ทุกวิกฤตก็มีการใช้เงิน ทำให้จำเป็นต้องทำงบประมาณขาดดุล ซึ่งเป็นแนวทางเดียวกันกับประเทศอื่นๆ
สำหรับหนี้สาธารณะนั้น ก็มีการปรับเพดานขึ้นเหมือนในอดีต แต่เมื่อเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวก็มีการปรับเพดานลงมา ซึ่งเป็นการช่วยประคองเศรษฐกิจให้ฟื้นตัวได้อย่างต่อเนื่อง
ส่วนเรื่องที่จำเป็นต้องทำและในอดีตไม่มีการทำ คือ การปรับโครงสร้างประเทศ โดยเฉพาะในด้านการจัดเก็บรายได้จากภาษี ซึ่งที่ผ่านมาไม่ค่อยมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง มีแต่การทำนโยบายลดอัตราภาษี เช่น ภาษีนิติบุคคล ที่จำเป็นต้องปรับลดลงมา เพื่อให้สามารถแข่งขันกับประเทศในภูมิภาคอาเซียนได้ ดังนั้น เมื่อลดภาษี รายได้ของรัฐก็ไม่เข้า จึงจำเป็นต้องมีการปรับโครงสร้างเพื่อให้รัฐบาลสามารถจัดเก็บรายได้ได้เพิ่มขึ้น รวมทั้ง การขยายฐานภาษี
“ในอดีตที่ผ่านมาเราไม่ค่อยทำในเรื่องนี้ ทำให้มีรายจ่ายเพิ่มขึ้นจากการลงทุน ซึ่งเป็นการลงทุนถนนหนทาง ที่ทำให้เกิดการเชื่อมต่อกับชนบท ทำให้สินค้าออกสู้ตลาดได้ ขณะเดียวกัน รายจ่ายประจำก็เพิ่มขึ้นสูงไปด้วย โดยเฉพาะรายจ่ายเรื่องสวัสดิการต่างๆ ปัจจุบันก็มีประเด็นเรื่องการดูแลผู้สูงอายุด้วย ดังนั้น จำเป็นต้องปรับโครงสร้างรายได้ แต่ทุกครั้งเมื่อมีการพูด ก็จะไม่สามารถทำได้ เพราะทุกคนไม่ชอบ ซึ่งกระทบต่อโครงสร้าง แต่เป็นสิ่งที่คลังจะต้องทำในช่วงต่อไป”
ส่วนภาวะ stagflation นั้น ก่อนหน้านี้ได้มีโอกาสพบกับรองปลัดกระทรวงการคลังของสหรัฐ ระบุว่า ที่ผ่านมาในสหรัฐก็มีการพูดถึงภาวะ stagflation แต่ปัจจุบันไม่มีการพูดถึงแล้ว ซึ่งภาวะ stagflation คือ ภาวะที่เงินเฟ้อสูง และจีดีพีปรับตัวลดลง
อย่างไรก็ดี ขณะนี้จีดีพีของไทยยังโต แต่โตไปพร้อมกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้น เพราะฉะนั้นเศรษฐกิจในแง่เชิงปริมาณขยายตัวอยู่แล้ว ซึ่งไม่น่ากังวล แต่ยอมรับว่า มีความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ เพราะราคาต้นทุนที่สูงขึ้นจะทำให้การใช้จ่ายเรื่องการบริโภคชะลอตัวลง ดังนั้น ต้องคุมเรื่องของเงินเฟ้อให้ได้
ส่วนกรณีที่เอกชนเสนอให้มีการต่อโครงการคนละครึ่งอีก 1,500 บาท เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายในช่วงที่สินค้ามีราคาสูงขึ้นนั้น นายอาคม กล่าวว่า คนละครึ่งเป็นมาตรการชั่วขณะที่ต้องทำในช่วงที่กำลังซื้อมีการอ่อนตัว แต่เมื่อเศรษฐกิจเริ่มฟื้น คนเริ่มกลับเข้าทำงาน เงินที่เคยหายไปหรือลดลง ก็จะกลับมาจ่ายเต็มเหมือนเดิม เพราะฉะนั้น กำลังซื้อก็จะกลับมา และรัฐบาลก็จะลดมาตรการลงไป และล่าสุดรัฐบาลก็ได้ออกมาตรการพุ่งเป้าไปถึงกลุ่มผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงแล้ว
ด้านนายกฤษฎากล่าวถึงกรณีที่อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)ออกมาระบุถึงกรณีการจัดทำงบประมาณขาดดุลอย่างต่อเนื่องของรัฐบาลชุดปัจจุบันว่า ตลอดระยะเวลา 40 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยก็มีการทำงบประมาณขาดดุลมาโดยตลอด มีเพียงแค่ 2 ครั้งเท่านั้น ที่สามารถทำงบประมาณสมดุลได้ สาเหตุเพราะประเทศไทยเป็นประเทศที่กำลังพัฒนา จึงจำเป็นที่ต้องมีการลงทุนในโครงสร้างเพื่อให้เศรษฐกิจเจริญเติบโต
“ตราบใดที่เป้าหมายตัวเลขเศรษฐกิจที่ต้องการให้เติบโต เราก็ต้องมีงบลงทุน ดังนั้น จึงเป็นนโยบายเพื่อให้เศรษฐกิจโตขึ้น ซึ่งก็คือนโยบายขาดดุลที่รัฐบาลได้ดำเนินการมาโดยตลอด”
ขณะเดียวกัน ตัวเลขหนี้สาธารณะของไทยก็ยังอยู่ในระดับที่สามารถบริหารจัดการได้ กล่าวคือ ยังไม่ถึง 70% ตามกรอบเพดานที่ได้ขยายไว้ ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 60.17% ต่อจีดีพีเท่านั้น เพราะฉะนั้น ยังมีช่องที่สามารถดำเนินการได้ และเงินคงคลังก็ไม่มีปัญหา
ปัจจุบันเงินคงคลังต้นงวดอยู่ประมาณ 5.8 แสนล้านบาท คาดว่า ปิดปลายงวดงบประมาณปี 2565 จะจัดเก็บรายได้ได้ตามที่ตั้งเป้าหมายไว้ที่ 2.4 ล้านล้านบาท ซึ่งก็จะทำให้เงินคงคลังปลายงวดใกล้เคียงที่ 5 แสนกว่าล้านบาท
“ในช่วงวิกฤต นโยบายการเงินก็ควรมาช่วยนโยบายการคลังในการสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ส่วนในปัจจุบันนโยบายการเงินจะต้องทำอะไรเพิ่มอีกหรือไม่นั้น ไม่ขอพูด แต่ก็ถือเป็นการส่งสัญญาณเล็กๆไปถึง ธปท.” ปลัดกระทรวงการคลังกล่าว









