ตลาดน่าจะขึ้นต่อในระยะสั้น แต่สถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงในยูเครนอาจจะจำกัด upside ของตลาดในสัปดาห์ที่แล้ว (21-25 มีนาคม) ตลาดหุ้นไทยพักฐานเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งเป็นไปตามที่เราคาดเอาไว้
ภาวะตลาดโดยรวมยังคงเปราะบางท่ามกลางสถานการณ์ความไม่แน่นอนของสงครามในยูเครน และการเจรจายังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงหยุดยิงกันได้ สินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกยังคงได้แรงหนุนราคาน้ำมันดิบที่เริ่มนิ่ง และตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐที่ยังฟื้นตัวได้ดี สำหรับปัจจัยภายในประเทศ traders รู้สึกถึงแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นของเงินเฟ้อ หลังจากที่คณะรัฐมนตรีประกาศว่าจะอุดหนุนราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลเพียงบางส่วนตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2565 เป็นต้นไป แทนที่จะตรึงราคาขายปลีกเอาไว้ที่ 30 บาท/ลิตร
สำหรับในสัปดาห์นี้ (28 มีนาคม – 1 เมษายน) เราคาดว่าดัชนี SET น่าจะขึ้นต่อได้ในระยะสั้น เนื่องจากสถานการณ์ที่เริ่มนิ่งในยูเครน และความหวังของนักลงทุนว่าสหรัฐอาจจะไม่เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยน่าจะช่วยหนุนให้มีกระแสเงินทุนไหลเข้าตลาดหุ้นเอเชีย และตลาดหุ้นไทยเพิ่มอีก ทั้งนี้ ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา มีสื่อบางสำนักรายงานว่ากองกำลังของยูเครนสามารถยึดคืนบางพื้นที่ของ Kharkiv และ Mariupol ในยูเครนกลับมาได้ ในขณะที่ยังไม่มีข่าวความคืบหน้าของการเจรจาสันติภาพ เรามองว่าสถานการณ์ยังคงอ่อนไหว และนักลงทุนจะยังคงติดตามประเด็นนี้ต่อไป ในขณะเดียวกัน สหรัฐจะประกาศตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญออกมาหลายตัว ในขณะที่ กนง. ของไทยมีกำหนดประชุมเพื่อตัดสินนโยบายการเงินในวันพุธ
ติดตามสถานการณ์รัสเซีย-ยูเครน, การประชุม กนง. และตัวเลขเศรษฐกิจมหภาคสหรัฐเดือนมีนาคม
(0) ความคืบหน้าของกรณีพิพาทรัสเซีย-ยูเครน ดูเหมือนโมเมนตั้มการปะทะกันด้วยกำลังทหารจะย้ายไปทางยูเครนมากขึ้นเล็กน้อย จากการที่กองทัพกลับมายึดคืนสถานที่สำคัญบางแห่งได้ ในขณะที่มีรายงานข่าวออกมาว่ารัสเซียพอใจกับปฏิบัติการทางทหารในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งกระแสข่าวที่ออกมาทำให้นักลงทุนบางส่วนมองว่าการปะทะกันด้วยกำลังทหารอาจจะผ่านช่วงที่เลวร้ายที่สุดไปแล้ว
(0/+) ตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐ ในวันที่ 31 มีนาคม สหรัฐมีกำหนดจะรายงานตัวเลขเงินเฟ้อ PCE เดือนกุมภาพันธ์ (หนึ่งในตัวชี้วัดสำคัญที่ Fed ให้น้ำหนักในการประเมินภาวะเงินเฟ้อ) ซึ่ง consensus คาดว่าจะเร่งตัวขึ้นเป็น 5.5% YoY จาก 5.2% YoY ในเดือนมกราคม จากนั้นในวันที่ 1 เมษายน สหรัฐจะเผยแพร่ตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญอีกหลายตัว อย่างเช่น ISM ภาคการผลิตเดือนมีนาคม และ ตัวเลขการจ้างงานเดือนมีนาคม ซึ่งหากตัวเลขเหล่านี้ยังฉายภาพของการฟื้นตัวได้ดี อาจจะทำให้นักลงทุนคลายกังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงที่สหรัฐจะเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย
(0) การประชุม กนง. และการปรับประมาณการเศรษฐกิจ ในการประชุม กนง. วันที่ 30 มีนาคม ตลาดคาดว่า กนง. จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายเอาไว้เท่าเดิมที่ 0.50% เนื่องจาก ธปท. ให้ความสำคัญกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และ ความอ่อนไหวของเศรษฐกิจในช่วงที่เกิดเงินเฟ้อจากด้านต้นทุน (cost-push inflation) ในขณะเดียวกัน กนง. น่าจะปรับลดประมาณการ GDP ปี 2565 ลงอีก จากปัจจุบันที่ 3.40
ยังคงเน้นธีมหุ้นที่จะช่วยปกป้องผลจากเงินเฟ้อ และหุ้นบางตัวในกลุ่มพลังงาน
จากสถานการณ์ความไม่แน่นอนในยูเครน และแรงกดดันจากเงินเฟ้อที่เร่งตัวขึ้น เราจึงแนะนำให้นักลงทุนเน้นกลุ่ม/หุ้นที่สามารถแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้นได้ด้วยการส่งผ่านต้นทุนที่เพิ่มขึ้นไปให้กับลูกค้าขั้นสุดท้าย ซึ่งเรามองว่ากลุ่ม commerce และโรงพยาบาลเข้าธีมนี้ โดยเราชอบ CPALL*, MAKRO และ BCH* และถึงแม้ว่ากำลังซื้อในระยะสั้นจะได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น แต่ฐานที่ต่ำของเศรษฐกิจไทยในปีที่แล้วทำให้เราเชื่อว่าการบริโภคในปีนี้จะยังโตได้ นอกจากนี้ เรายังชอบหุ้นกลุ่มโรงกลั่นซึ่งน่าจะได้อานิสงส์จากค่าการกลั่น (GRM) ที่แข็งแกร่งมากในขณะนี้ และจะช่วยหนุนผลประกอบการใน 1Q65 เราชอบ SSO* และ SPRC* นอกจากนี้ เรายังมองว่าเศรษฐกิจไม่น่าจะชะลอตัวลงมากนัก และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรยังมีแนวโน้มขยับเพิ่มขึ้น เราจึงยังคงมองบวกกับ ธนาคารขนาดใหญ่โดยเลือก BBL* และ KBANK* เป็นหุ้นเด่นในกลุ่มนี้









