ในสัปดาห์ที่แล้ว (7-11 มีนาคม) ตลาดหุ้นไทยผันผวนอย่างหนักก่อนที่จะปิดตลาดปลายสัปดาห์แทบไม่เปลี่ยนแปลงจากสัปดาห์ก่อนหน้า ถึงแม้ว่ากองทัพรัสเซียจะเคลื่อนพลเข้าไปในพื้นที่ของยูเครนและการเจรจาหยุดยิงยังไม่มีความคืบหน้าอย่างเป็นชิ้นเป็นอัน
แต่ภาวะตลาดโลกยังพอได้แรงหนุนจากการที่ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับลดลงมา และผู้นำรัสเซีย Vladimir Putin ออกมาแสดงความเห็นว่าการเจรจาทวิภาคีระหว่างสองประเทศมีความคืบหน้า ทั้งนี้ ตลาดการเงินไม่ได้ตอบสนองมากนักกับการที่ ECB ประกาศว่าจะยุติโครงการซื้อสินทรัพย์ทั้งหมดภายในปลาย 2Q65 ซึ่งเร็วกว่าที่คาดเอาไว้ก่อนหน้านี้
สำหรับในสัปดาห์นี้ (14-18 มีนาคม) เราคาดว่าตลาดน่าจะยังผันผวนต่ออีก โดยในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา สถานการณ์สงคามรัสเซีย-ยูเครนยังคงเข้มข้น โดยมีสื่อต่างประเทศสองสามสำนักรายงานว่า ในขณะนี้กองกำลังของรัสเซียเคลื่อนพลเข้าไปใกล้ถึงกรุง Kiev ในขณะที่การโจมตีทางอากาศขยับเข้ามาใกล้พรมแดนของประเทศโปแลนด์ในทิศตะวันตกของยูเครน อย่างไรก็ตาม เราเชื่อว่านักลงทุนพร้อมจะเข้าซื้อหุ้นเมื่อเห็นสัญญาณว่าทั้งสองฝ่ายจะบรรลุข้อตกลงหยุดยิงกันได้ ดังนั้น เราจึงมองว่า สถานการณ์การปะทะกันด้วยกำลังทหารจะยังคงเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดในตลาด ทั้งนี้ ในคืนวันพุธ (ตามเวลาท้องถิ่น) FOMC จะเปิดเผยผลการตัดสินอัตราดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐ และรายละเอียดอื่น ๆ เกี่ยวกับการกลับมาดำเนินนโยบายการเงินตามปกติ
ยังต้องติดตามสถานการณ์สงครามรัสเซีย-ยูเครน และการตัดสินใจของ FOMC
(0) น่าจะมีข่าวดีจากการทำข้อตกลงหยุดยิงออกมาในเร็ว ๆ นี้ จากกระแสข่าวล่าสุดเกี่ยวกับการเจรจาระหว่างรัสเซีย-ยูเครน เราเชื่อว่าทั้งสองฝ่ายน่าจะบรรลุข้อตกลงหยุดยิงในบางรูปแบบได้ในเร็ว ๆ นี้ ซึ่งจะช่วยให้ภาวะความเสี่ยงในตลาดโลกดีขึ้น อย่างไรก็ตาม เรามองว่าชาติตะวันตกจะยังคงคว่ำบาตรรัสเซียต่อไปอีกระยะหนึ่ง เพราะรัสเซียน่าจะมีเข้ามามีอิทธิพลอย่างถาวรต่อยูเครน และรัฐอื่น ๆ ที่แตกออกมาจากสหภาพโซเวียต ซึ่งจะส่งผลให้เกิดภาวะช็อคทางด้านอุปทาน ซึ่งจะทำให้ประมาณการเงินเฟ้อมี upside และประมาณการอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจมี downside อย่างไรก็ตาม เรายังคิดว่าไม่น่าจะถึงขึ้นเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยขึ้น
(0) Fed น่าจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีก 25bps ในสัปดาห์นี้ ในการรายงานผลการประชุม FOMC วันที่ 16 มีนาคม Fed น่าจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีก 25bps เป็น 0.25-0.50% ตามที่ตลาดส่วนใหญ่คาดไว้ นอกจากนี้ เรายังคาดว่า Fed จะส่งสัญญาณว่าจะระมัดระวังมากขึ้นกับจังหวะการปรับโยบายการเงินกลับสู่ภาวะปกติ เนื่องจากสภาวะความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจมหภาคโลกซึ่งเกิดจากสงครามในยูเครน
เมื่ออิงตามสมมติฐานว่าจะไม่เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย ราคาหุ้นในตลาดที่ปรับลดลงในช่วงที่ผ่านมาน่าจะสะท้อนความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ของโลกไปแล้ว
ในอดีต การที่หุ้นทั่วโลกส่วนใหญ่อยู่ในภาวะตลาดหมี หรือดัชนีหุ้นหลักลดลงมากกว่า 20% มักจะเกี่ยวโยงกับภาวะเศรษฐกิจถดถอย แต่สำหรับในปี 2565 แม้จะเกิดปัญหาความตึงเครียดทางด้านภูมิรัฐศาสตร์, เงินเฟ้อสูง และมีการใช้นโยบายการเงินแบบตึงตัวมากขึ้น แต่เรามองว่ามีโอกาสน้อยที่เศรษฐกิจโลกจะประสบภาวะถดถอย ดังนั้น เราจึงเชื่อว่าการที่ตลาดปรับลดลงในช่วงที่ผ่านมาได้สะท้อนความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ระดับปัจจุบันไปเรียบร้อยแล้ว เราคิดว่าหุ้นในธีม Domestic และหุ้นที่เหมาะสำหรับป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อในกลุ่มธนาคาร, commerce, ที่อยู่อาศัย และ logistics น่าจะ outperform ได้ในช่วงนี้ และแนะนำให้สะสมหุ้นกลุ่มดังกล่าวในช่วงที่ตลาดผันผวนในปัจจุบัน









