วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

กลยุทธ์การลงทุน ประเด็นรัสเซีย-ยูเครน: ส่งผลจำกัดต่อเศรษฐกิจและกำไร บจ. ไทย

มุมมองของเราในกรณีฐาน – การปะทะกันด้วยกำลังทหารจะยุติลงในเร็ว ๆ นี้ แต่ยังมีการควํ่าบาตรต่อไปอีกระยะหนึ่ง ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจสะดุดแต่ยังไม่น่าจะถึงกับทำให้เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยจากกระแสข่าวล่าสุดเกี่ยวกับการเจรจาระหว่างรัสเซีย-ยูเครน

เราเชื่อว่าทั้งสองฝ่ายน่าจะบรรลุข้อตกลงหยุดยิงในบางรูปแบบได้ในเร็ว ๆ นี้ ซึ่งจะช่วยให้ภาวะความเสี่ยงในตลาดโลกดีขึ้น อย่างไรก็ตาม เรามองว่าชาติตะวันตกจะยังคงคว่ำบาตรรัสเซียต่อไปอีกระยะหนึ่ง เพราะรัสเซียน่าจะมีเข้ามามีอิทธิพลอย่างถาวรต่อยูเครน และรัฐอื่น ๆ ที่แตกออกมาจากสหภาพโซเวียต ซึ่งจะส่งผลให้เกิดภาวะช็อคทางด้านอุปทาน ซึ่งจะทำให้ประมาณการเงินเฟ้อมี upside และประมาณการอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจมี downside อย่างไรก็ตาม เรายังคิดว่าไม่น่าจะถึงขึ้นเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยขึ้น เพราะทางด้านของสหรัฐไม่ได้พึ่งพาพลังงานจากรัสเซีย และไม่ได้พึ่งพาการส่งออกไปยังรัสเซียมากนัก ในขณะที่ทางด้านยุโรปได้ประกาศชัดเจนแล้วว่าจะไม่ร่วมแบนน้ำมัน และก๊าซธรรมชาติจากรัสเซีย ดังนั้น เราจึงมองว่าผลกระทบทางเศรษฐกิจต่อยุโรปไม่น่าจะรุนแรงมากนัก

 

การเปลี่ยนผ่านทางด้านมหภาคจากภาวะสงครามในปัจจุบัน – ผลกระทบทางการค้าโดยตรงกับประเทศไทยน่าจะจำกัด แต่ความท้าทายในระยะสั้นจะอยู่ที่ CPI ซึ่งมีแนวโน้มจะสูงเกินคาด และ downside ของ GDP

เนื่องจากเศรษฐกิจของประเทศหลัก ๆ มีความสัมพันธ์ระหว่างกันมากขึ้น การคว่ำบาตรโดยชาติตะวันตก และปัญหา disruption ทางด้านอุปทานเนื่องจากกรณีพิพาทระหว่างรัสเซีย-ยูเครนจะส่งผลกระทบกับการค้าโลก และอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก ซึ่งจะทำให้เกิดผลกระทบกับแนวโน้มเศรษฐกิจมหภาคของไทยด้วย ทั้งนี้ หากอิงจากราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยที่ US$95/bbl เราคาดว่า CPI ในปี 2565 จะอยู่ที่ประมาณ 3.6-3.8% และจากความเสี่ยงที่การค้าอาจจะชะลอตัวลง เราจึงมองว่าประมาณการ GDP ของไทยยังมี downside อีก 0.5% จากประมาณการในกรณีฐานของเราที่ 4.3% ดังนั้น เราจึงคาดว่า กนง. จะยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายเอาไว้เท่าเดิมที่ 0.5% ไปจนถึงสิ้นปีนี้

 

 

เงินเฟ้อที่เกิดจากด้านต้นทุน (Cost-push inflations) – จะส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อกลุ่มอาหาร, การผลิต และขนส่ง แต่จะส่งผลกระทบไม่มากนักต่อกลุ่ม commerce, อสังหาริมทรัพย์ และส่งผลกระทบมากบ้างน้อยบ้างกับกลุ่มพลังงาน

เนื่องจากราคาน้ำมันดิบ ราคา soft commodities และเหล็กที่ใช้ในภาคอุตสาหกรรม ขยับขึ้นมาแรง จึงทำให้เกิดความเสี่ยงด้าน downside อย่างมีนัยสำคัญกับกลุ่มอาหาร, การผลิตภาคอุตสาหกรรม และกลุ่มขนส่ง อย่างไรก็ตาม เรามองว่าผลกระทบต่อธุรกิจน่าจะจำกัดจากการที่บริษัทสามารถส่งผ่านต้นทุนที่สูงขึ้นไปให้ผู้บริโภคขั้นสุดท้ายได้ อย่างเช่นธุรกิจ commerce และอสังหาริมทรัพย์ โดยในส่วนของธุรกิจพลังงาน เราคาดว่าประมาณการของธุรกิจในกลุ่มต้นน้ำ และโรงกลั่นยังมี upside อีก ในขณะที่กำไรปีนี้ของธุรกิจในกลุ่มปลายน้ำ และโรงไฟฟ้าอาจจะมีความเสี่ยงด้าน downside ถึงสองหลัก

 

 

 

 

 

 

เมื่ออิงตามสมมติฐานว่าจะไม่เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย  ราคาหุ้นในตลาดที่ปรับลดลงในช่วงที่ผ่านมาน่าจะสะท้อนความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ของโลกไปแล้ว เรายังคงมองบวกกับแนวโน้มดัชนี SET ปีนี้ในอดีต การที่หุ้นทั่วโลกส่วนใหญ่อยู่ในภาวะตลาดหมี หรือดัชนีหุ้นหลักลดลงมากกว่า 20% มักจะเกี่ยวโยงกับภาวะเศรษฐกิจถดถอย แต่สำหรับในปี 2565 แม้จะเกิดปัญหาความตึงเครียดทางด้านภูมิรัฐศาสตร์, เงินเฟ้อสูง และมีการใช้นโยบายการเงินแบบตึงตัวมากขึ้น แต่เรามองว่ามีโอกาสน้อยที่เศรษฐกิจโลกจะประสบภาวะถดถอย ดังนั้น เราจึงเชื่อว่าการที่ตลาดปรับลดลงในช่วงที่ผ่านมาได้สะท้อนความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ระดับปัจจุบันไปเรียบร้อยแล้ว เรายังคงมองบวกกับแนวโน้มดัชนี SET เนื่องจากน่าจะยังมีกระแสเงินทุนไหลเข้าตลาดหุ้น ASEAN ต่อเนื่องจากการที่เศรษฐกิจในภูมิภาคฟื้นตัวได้ดี, มีฐานการบริโภคที่ใหญ่ และประเทศใน ASEAN ส่วนใหญ่มีสถานะเป็นกลางต่อสถานการณ์การเมืองโลก เราคิดว่าหุ้นในธีม Domestic และหุ้นที่เหมาะสำหรับป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อในกลุ่มธนาคาร, commerce, ที่อยู่อาศัย น่าจะเป็นกลุ่มที่เหมาะกับการลงทุนในช่วงนี้ เมื่อพิจารณาจากบริบทของเศรษฐกิจโลก