กลับมาผันผวนหลังการเจรจายังไม่คืบหน้า 

กลับมาผันผวนหลังการเจรจายังไม่คืบหน้า 

การเจรจาไม่ได้ข้อยุติ ขณะที่ ECB อาจยุติ QE เร็วกว่าคาด ตลาดหุ้นโลกกลับมาผันผวนในทางลดลงจากหลายปัจจัย ได้แก่ 1) การเจรจารอบที่ 3 ระหว่างยูเครน-รัสเซีย ยังไม่ได้ข้อยุติ 2) ธนาคารกลางยุโรป (ECB) ส่งสัญญาณยุติ QE ในช่วงไตรมาส 3/65 เร็วกว่าคาดการณ์ก่อนหน้า

ซึ่งตลาดมองว่าเป็นการส่งสัญญาณสำหรับการขึ้นดอกเบี้ยที่จะตามมา 3) เงินเฟ้อสหรัฐฯ ก.พ.65 ออกมาที่ 7.9% ใกล้เคียงที่ตลาดคาด แต่ตลาดมองว่าเงินเฟ้อมี.ค.จะเร่งตัวขึ้นจากผลของสงครามยูเครน-รัสเซีย // ราคาน้ำมันปรับลดลงหลังรัสเซียยืนยันจะยังไม่มีการยุติการส่งออกน้ำมัน // สิ่งที่นักลงทุนจะให้ความสนใจในสัปดาห์หน้า จะกลับไปอยู่ที่การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินสหรัฐฯ (FOMC) ว่าจะส่งสัญญาณเส้นทางขึ้นดอกเบี้ยอย่างไร ในภาวะที่เศรษฐกิจโบกมีความไม่แน่นอน ด้านรมว.คลังสหรัฐฯ เจเน็ตเยลเลน ยังแสดงความเชื่อมั่นเศรษบกิจจะไม่เข้าสู่ภาวะถดถอย

 

กลุ่มโรงกลั่นยังเด่นในบรรดาหุ้นพลังงาน มีแนวโน้วที่ผลิตภัณฑ์จากการกลั่นน้ำมัน (refinery product) จะเกิดการขาดแคลน เนื่องจาก 1) รัสเซียประสบปัญหาในการส่งออก 2) โรงกลั่นในยุโรปขาดแคลนน้ำมันดิบ ทำให้ผลิตภัณฑ์จากการกลั่นลดลง 3) การเร่งสต็อคผลิตภัณฑ์เพื่อรองรับความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้น 4) สื่อรายงานมีความเป็นไปได้ที่ทางการจีน จะสั่งให้โรงกลั่น ระงับการส่งออกน้ำมันเบนซิน (Gasoline) และน้ำมันดีเซล ซึ่งสถานการณ์ข้างต้น จะเป็นปัจจัยบวกกับค่าการกลั่น (GRM) และด้วยค่าการกลั่นเฉลี่ยปีนี้ที่ระดับ 6-7 เหรียญ/บาร์เรล เทียบปีก่อนที่ 2 เหรียญ/บาร์เรล อีกทั้งกำไรจากสต็อคช่วงไตรมาส 1/65 ในระดับ 30 เหรียญฯ เราคาดกลุ่มโรงกลั่นอาจเคลื่อนไหวได้เมื่อเที่ยบกับหุ้นพลังงานและปิโตรเคมีโดยรวม โดยมีหุ้นเด่นคือ TOP
 

 

 

หุ้นที่มีโอกาสถูก Window dressing ในช่วงปลายเดือน เรามองหุ้นที่ปรับลดลงเยอะนับจากต้นปีหลายกลุ่มมีโอกาสเกิดการฟื้นตัวในช่วงปิดไตรมาส อย่างไรก็ตามปัจจัยหลายประกาศไม่ว่าจะแรงกดดันด้านต้นทุนหรือแนวโน้มกำไรไตรมาสที่จะมาถึง ดังนั้นในเชิงกลยุทธ์อาจเก็งกำไรแบบกำหนดจุดตัดขาดทุนได้ถึงช่วงปลายเดือน และไม่ควรเก็งถึงประกาศผลประกอบการ ซึ่งในกลุ่มนี้ ได้แก่ 1) กำไรกลุ่มที่มีต้นทุนเป็นน้ำมันดิบหรือพลังงาน หุ้นกลุ่มนี้ได้แก่ SCC, PTTGC, BGRIM, GPSC, TASCO, AAV, EPG, SCGP, SFT เป็นต้น 2) กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ HANA, KCE 3) หุ้นอื่นๆที่ปรับลดงมาก อาทิ RBF, KEX, SYNEX, RS, VGI, EPG, MEGA, CBG

 

ประเด็นเก็งกำไรอื่น 1) กลุ่มพลังงาน PTTEP, BANPU, TOP (เน้นโรงกลั่น) 2) กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ เป็นกลุ่มที่มักจะเคลื่อนไหวได้ดีในภาวะเงินเฟ้อ อีกทั้ง valuation ต่ำ และปันผลสูง ทำให้มีโอกาสเห็นการฟื้นตัวของ LH, SPALI, AP, SC, ASW 3) กลุ่มบันเทิง งบโฆษณาที่ฟื้นตัวตามเศรษฐกิจ บวกต่อ ONEE, BEC, WORK, MONO 4) หุ้นเก็งกำไรทางเทคนิค อาทิ WFX, CV, UBE, RAM, IND, MAKRO, CPALL, JAS, BCP, AJ, PTL, PJW, III, TNP 5) กลุ่มอาหารและเกษตร CPF, TU, GFPT, KSL 6) ค่าระวางเรือ PSL, TTA 7) น้ำมันลง SCC, PTTGC, BGRIM, GPSC, TASCO, AAV, EPG, SCGP, SFT

 

ภาพรวมกลยุทธ์: กลับมาผันผวนโดยโฟกัสจะเริ่มมาอยู่ที่การประชุมเฟดสัปดาห์หน้า ติดตามความเสี่ยงบาทอ่อนค่าหลังราคาน้ำมันขึ้นสูง อาจทำให้ไทยมีโอกาสขาดดุลการค้า ซึ่งอาจกระทบ Fund flow ระยะสั้น //หุ้นแนะนำ: TIDLOR*, TOP*, PJW*, TTA*

แนวรับ: 1,635 / แนวต้าน : 1,650-1,658 จุด สัดส่วน : เงินสด 60% : พอร์ตหุ้น 40%
 

 

ประเด็นการลงทุน

ความเคลื่อนไหวสินค้าโภคภัณฑ์ – น้ำมันดิบเบรนท์ 109.33 (-1.63%), ก๊าซธรรมชาติ 296.89 (-20.53%), อลูมิเนียม 3,427.50 (+2.59%), ทองแดง 10,117 (+1.15%), สินแร่เหล็ก 827.50 (+4.48%), ข้าวโพด 755.75 (+3.10%), ฝ้าย 116.86 (-0.52%), ถั่วเหลือง 1,686.25 (+0.87%), ข้าวสาลี 1,087 (-9.53%)

อีก 3 เดือนเล็งขึ้นราคาสินค้า – ผลกระทบทางอ้อมที่ราคาน้ำมันดิบตลาดโลก ค่าระวางเรือ และวัตถุดิบต่างๆ ที่สูงขึ้น เช่น นิกเกิล ข้าวสาลี ข้าวโพด ฯลฯ เป็นปัจจัยที่ทำให้ต้นทุนการผลิตภาพรวมเพิ่มสูง 

ดัชนีเชื่อมั่นอุต 'ก.พ.' วูบ - ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมในเดือนก.พ. 2565 อยู่ที่ระดับ 86.7 ปรับตัวลดลงจากระดับ 88.0 ในเดือนม.ค. ปัจจัยที่ส่งผลได้แก่ โควิด-ค่าไฟ-น้ำมันแพง

เพิ่มสำรองน้ำมันเป็น 70 วัน - "สุพัฒนพงษ์" ถก "คลัง-ธปท. ตลท.-บริษัทน้ำมัน สร้างความมั่นคงพลังงาน เร่งแผนลดผลกระทบผ่านบัตรสวัสดิการรัฐ อุดหนุนค่าเบนซินกลุ่มจักรยานยนต์ เพิ่มส่วนลดซื้อแอลพีจีเป็น 100 บาท เริ่ม เม.ย.นี้

Opportunity day –11 มี.ค. IVL, HL, HANA, PTG, TQM, JP, JKN, SUPER, TVO, LALIN, PDJ, BCH, HMPRO

 

ประเด็นติดตาม: 15-16 มี.ค. – US FOMC Meeting

(* หมายถึง หุ้นทางกลยุทธ์ ซึ่งอาจมีคำแนะนำต่างกับพื้นฐาน หรือที่ไม่ ได้อยู่ในการวิเคราะห์ของ UOBKH ซึ่งนักลงทุนควรพิจารณาตั้งจุดตัดขาดทุน 3-5% ของราคาที่เข้าซื้อ)