สบน.คาดรัฐบาลญี่ปุ่นอนุมัติไทยกู้เงินเยียวยาโควิด 500 ล้านเหรียญสหรัฐภายในมี.ค.นี้ เผยวงเงินกู้ดังกล่าวมีระยะเวลายาวถึง 15 ปี อัตราดอกเบี้ยต่ำ 0.01% และปลอดชำระเงินต้น 4 ปี ขณะที่ มีแผนออก Amortized Bond วงเงิน 2.5 หมื่นล้านบาท เพื่อนำมาชดเชยการขาดดุลงบประมาณ
นางแพตริเซีย มงคลวนิช ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ(สบน.)เปิดเผยถึงแผนการกู้เงินเพื่อแก้ปัญหาโควิด-19 จากรัฐบาลญี่ปุ่นวงเงิน 500 ล้านเหรียญสหรัฐว่า ล่าสุดได้รับการตอบรับจากรัฐบาลญี่ปุ่นแล้ว ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนที่องค์การความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น หรือ ไจก้า ดำเนินการให้รัฐบาลญี่ปุ่นอนุมัติวงเงิน ซึ่งวงเงินที่ให้กู้ยืมจะเป็นสกุลเงินเยน อัตราดอกเบี้ย 0.01% ต่อปี ระยะเวลาการกู้ 15 ปี โดยปลอดชำระเงินต้นในช่วง 4 ปีแรก ซึ่งคาดว่าจะรู้ผลปลายเดือนมี.ค.นี้
ขณะที่ การให้เงินกู้ดังกล่าวนั้น เป็นแพคเกจที่รัฐบาลญี่ปุ่นออกมาช่วยเหลือทางการเงินให้กับประเทศที่ได้รับผลกระทบจากโควิด -19 ในอัตราดอกเบี้ยต่ำ ซึ่งจะเท่ากันทุกประเทศ ไม่ใช่ให้เฉพาะไทยเป็นกรณีพิเศษ โดยขณะนี้อยู่ระหว่างอนุมัติวงเงิน
ทั้งนี้ การกู้เงินดังกล่าว อยู่ภายใต้พ.ร.ก.การกู้เงินเพื่อเยียวยาโควิด-19 วงเงิน 5 แสนล้านบาท โดยคณะรัฐมนตรีได้อนุมัติวงเงินกู้ไปแล้วประมาณ 4.02 แสนล้านบาท ซึ่งมีการเบิกจ่ายไปแล้วคิดเป็น 76.5% ของวงเงินที่อนุมัติ โดยยังคงเหลือวงเงินให้ ครม. อนุมัติได้อีก 9.7 หมื่นล้านบาท
ปัจจุบันสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพี อยู่ที่ 59.88% และหากกู้ตามวงเงินทั้งหมด จะทำให้หนี้สาธารณะ ณ สิ้นปีงบประมาณ 65 อยู่ที่ 62% ภายใต้จีดีพีโต 3.5% - 4.5%
“วงเงินที่เหลือจะเพียงพอสำหรับการรับมือโควิด-19 หรือไม่นั้น จะต้องไปพิจารณาว่ารัฐบาลจำเป็นต้องใช้เงินเพิ่มอีกหรือไม่ โดยขณะนี้ ยังไม่มีแผนการกู้เงินเพิ่มในอนาคต เนื่องจาก รัฐบาลไม่ได้มีการปิดประเทศ ดังนั้น การกู้เพื่อเยียวยาผลกระทบจากโควิดคงไม่มี”
ผอ.สบน.กล่าวด้วยว่า ในวันที่ 9 มีนาคม 65 นี้ สบน.เตรียมเปิดสอบถามความต้องการนักลงทุนในการออกพันธบัตรแบบทยอยชำระคืนเงินต้น หรือ Amortized Bond วงเงิน 1.5 หมื่นล้านบาท แต่ไม่เกิน 2.5 หมื่นล้านบาท ในอัตราดอกเบี้ยคงที่ อายุ 25 ปี เพื่อนำเงินมาใช้ชดเชยการขาดดุลในปีงบประมาณ 65
“การนำเครื่องมือ Amortized Bond กลับมาใช้นั้น เพื่อเป็นการใช้เครื่องมือใหม่ๆในการระดมทุน ซึ่งที่ผ่านมา สบน. ก็ได้ใช้เครื่องมือที่หลากหลายในการระดมทุน เช่น การออกพันธบัตรเพื่อความยั่งยืน (Sustainability Bond) เป็นต้น”นางแพตริเซียกล่าว
ผอ.สบน.กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมา สบน.มีการหาเครื่องมือใหม่ๆเพื่อใช้ในการระดมอย่างต่อเนื่อง โดยได้มีการหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น การทำบลูบอนด์ (Blue bond) หรือพันธบัตรเพื่อรักษาสิ่งแวดล้อมทางทะเล เพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับทะเลไทย แต่จากการหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว ยังติดข้อจำกัดในเรืองของขนาดโครงการที่ต้องมีขนาดใหญ่พอที่จะเปิดระดมทุน หรือ การทำ Gender bond ซึ่งเป็นโซเชียลบอนด์รูปแบบหนึ่ง เพื่อนำมาใช้ในการดูแลและช่วยเหลือแม่และเด็ก ที่ยังมีข้อจำกัดในแง่ของการบริหารจัดการ เป็นต้น









