“อุตตม” แนะรัฐเตรียมสภาพคล่องรับมือสงครามรัสเซีย - ยูเครนยืดเยื้อ เพื่อบรรเทาภาระทางการเงินให้กับภาคประชาชนและธุรกิจ ไม่ให้เกิดการชะงักงันเฉียบพลันขึ้นในระบบเศรษฐกิจ
นายอุตตม สาวนายน อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะผู้ก่อตั้งพรรคสร้างอนาคตไทยโพสต์ผ่านเฟสบุ๊กส่วนตัว ระบุถึง สถานการณ์สงครามการสู้รบระหว่างรัสเซียกับยูเครนว่า ในช่วงเกือบ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา คงทำให้ท่านที่ติดตามข่าวสารรู้สึกกังวลใจไม่น้อย เพราะเราไม่สามารถคาดเดาได้ว่าทิศทางของเหตุการณ์นี้ จะดำเนินต่อไปอย่างไร จะขยายวงเพิ่มความรุนแรง หรือจะยุติลงเมื่อไหร่ โดยส่วนตัวผมหวังว่า เหตุการณ์จะยุติลงด้วยแนวทางสันติวิธีในเร็ววัน
อย่างไรก็ตาม ความขัดแย้งระหว่างสองประเทศ เริ่มส่งผลกระทบไปทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทย สิ่งที่เราควรตระหนักคือ วันนี้เศรษฐกิจไทยยังอยู่ในภาวะอ่อนแอจากพิษโควิด สถานการณ์ในยูเครนอาจกลายเป็นปัญหาซ้ำเติมประเทศไทย หนักหน่วงยิ่งขึ้น และอาจกระทบต่อโอกาสที่เศรษฐกิจประเทศจะพลิกฟื้นได้ภายในปีนี้ ตามที่มีการคาดหวังหรือประเมินไว้จากหน่วยงานต่างๆ
ขณะนี้ สงครามยูเครน เพิ่มความผันผวน และความเสี่ยงในระบบเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะต้นทุนพลังงานพุ่งสูง ประกอบกับวัตถุดิบในการผลิตอาหาร และสินค้าหลายประเภทเริ่มขาดแคลน ตลอดจนมาตรการตอบโต้ทางการค้าระหว่างรัสเซียกับประเทศต่างๆ ที่อาจถูกนำออกใช้เพิ่มเติมอีก ก็จะกระทบต่อการฟื้น และขยายตัวของเศรษฐกิจโลกโดยรวม ซึ่งก็จะมีผลต่อภาคการส่งออกและภาคท่องเที่ยวซึ่งเป็นเครื่องยนต์หลักทางเศรษฐกิจของไทยได้
ยังมีอีกปัจจัยสำคัญที่มีอิทธิพลต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจประเทศต่างๆ คือ ความไม่แน่นอนในทิศทางนโยบายของธนาคารกลางประเทศผู้นำเศรษฐกิจ ที่อาจปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์ยูเครน เช่น การดูดสภาพคล่องออกจากระบบ การปรับตัวของอัตราดอกเบี้ย โดยเฉพาะมาตรการเพื่อบริหารจัดการความเสี่ยงจากอัตราเงินเฟ้อที่มีแนวโน้มจะรุนแรงขึ้นจากนี้ไป
ในสถานการณ์เช่นนี้ ประเทศไทยคงหลีกเลี่ยงการถูกกระทบได้ยาก เช่น ล่าสุดกระทรวงพาณิชย์ได้รายงานเงินเฟ้อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา อยู่ที่ร้อยละ 5.28 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันในปีที่แล้ว ทำสถิติเพิ่มขึ้นสูงสุดในรอบ 13 ปี ซึ่งกระทบราคาสินค้า โดยเฉพาะอาหาร สินค้าอุปโภคบริโภค รวมถึงการเดินทาง การขนส่งให้เพิ่มขึ้น และยังอาจขยายไปสู่สินค้าอื่นๆ ได้อีก
ผมจึงคิดว่าสิ่งที่ประเทศไทยควรเร่งทำในเวลานี้ นอกเหนือจากดูแลประชาชนที่ถูกผลกระทบอย่างครอบคลุมแล้ว เราควรวางแผนล่วงหน้าเพื่อรับมือสถานการณ์ในระยะต่อไป ด้วยความรอบคอบไว้ก่อน เนื่องจากเราไม่สามารถรู้ได้เลยว่าสถานการณ์นี้ จะขยายวงหรือยืดเยื้อยาวนานไปอีกเท่าใด ซึ่งการหารือ และร่วมมือใกล้ชิดระหว่างรัฐ และเอกชนเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง
ประเด็นสำคัญในการบริหารจัดการในภาวะเช่นปัจจุบันคือ การจัดสภาพคล่องให้เพียงพอ สำหรับใช้ในการดูแลประชาชน ผู้ประกอบการภาคเอกชน เพื่อบรรเทาภาระทางการเงิน ไม่ให้เกิดการชะงักงันเฉียบพลันขึ้นในระบบเศรษฐกิจ
นอกจากนี้ผมเห็นว่าการสื่อสารเพื่อสร้างความเชื่อมั่นเป็นสิ่งสำคัญมาก โดยหากรัฐบาลสามารถสื่อสารสม่ำเสมอ ให้สังคมได้รับรู้ถึงแนวทางที่ชัดเจนในการบริหารจัดการความท้าทายที่กำลังเกิดขึ้น และเป็นไปได้ที่จะยืดเยื้อนั้น ประชาชนก็จะมีความมั่นใจที่จะดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่อไป โดยหากปราศจากความมั่นใจในวงกว้าง การดูแลเศรษฐกิจก็จะไม่บรรลุผลสำเร็จเท่าที่ควร
สำหรับการวางแผนรับมือสถานการณ์ที่เรากำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้ ย่อมเกี่ยวข้องกับการจัดสรรงบประมาณที่จำเป็น โดยภาครัฐควรพิจารณาในประเด็นดังต่อไปนี้
1.การรักษาเสถียรภาพด้านการเงินการคลัง รวมถึง ตลาดทุนมีความสำคัญมาก โดยเฉพาะในยามที่ภาวะเศรษฐกิจไม่ปกติ และมีความเสี่ยงสูงนั้น เสถียรภาพ และความเข้มแข็งของระบบ จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน รวมถึงนักลงทุนทั้งใน และต่างประเทศ และจะเป็นเกราะให้เศรษฐกิจของประเทศในยามที่สถานการณ์เศรษฐกิจโลกมีปัญหารุนแรง
2.หากจำเป็นต้องมีการกู้ยืม ก็จะต้องไม่ให้เป็นภาระต่อการเงินการคลังของประเทศในอนาคต การจัดสรรงบประมาณควรนำไปสู่การใช้จ่ายที่คุ้มค่า และมีประสิทธิภาพให้มากที่สุด
ผมมีความเห็นว่า หากมีการกู้ยืม ควรมีการจัดสรรงบประมาณอย่างเป็นระบบ และมีเป้าหมายที่ชัดเจน โดยนอกเหนือจากงบประมาณเพื่อมาตรการดูแล และเยียวยาระยะสั้นแล้ว ควรจัดสรรงบประมาณเพื่อลงทุนในภาคส่วนต่างๆ ด้วยโครงการที่มีพลังเพียงพอ เน้นการสร้างงาน สร้างความเข้มแข็งและเพิ่มขีดความสามารถให้ภาคเอกชนไปพร้อมกัน เพื่อวางพื้นฐานการพัฒนาเศรษฐกิจในอนาคต
เช่น การสร้างอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ การพัฒนาบุคลากรของประเทศ และรวมถึงการจัดงบประมาณเพื่อขับเคลื่อนการลงทุนให้ลงไปถึงระดับชุมชนในภาคชนบท เพื่อให้เกิดการจ้างงานในพื้นที่ขณะที่ภาวะเศรษฐกิจไม่ปกติ ซึ่งจะเป็นการสนับสนุนการพัฒนา และเพิ่มความเข้มแข็งให้ชุมชนต่อไป
การลงทุนของภาครัฐในลักษณะนี้ จะไม่เพียงตอบโจทย์การดูแลแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า แต่จะเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้ภาคเอกชนด้วย เพราะในภาวะเช่นนี้ภาคเอกชนย่อมอยากให้รัฐนำการลงทุน โดยเป็นการลงทุนอย่างมีเป้าหมายสอดคล้องกับยุทธศาสตร์การสร้างเศรษฐกิจแห่งอนาคตให้ประเทศ
ในภาวะที่มีความไม่แน่นอน และความเสี่ยงเช่นนี้ ภาคเอกชนควรเตรียมพร้อมวางแผนรับมือไว้ด้วยเช่นกัน โดยควรติดตามข่าวสารข้อมูลสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งพิจารณาผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นจากสถานการณ์ที่มีต่อธุรกิจไว้แต่เนิ่นๆ โดยหากกรณีสถานการณ์เกิดรุนแรงเฉียบพลัน หรือยืดเยื้อ ผู้ประกอบการจะมีแผนรองรับการดำเนินธุรกิจอย่างไร ให้อยู่รอดได้ ท่ามกลางต้นทุนที่สูงขึ้นผิดปกติมากจากภาวะเงินเฟ้อ และกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ถดถอยลงนั้น ผู้ประกอบการควรคิดถึงทางเลือกในการปรับแผนธุรกิจ และบริหารจัดการไว้ล่วงหน้า
ในการวางแผน และเตรียมการนั้น สิ่งสำคัญที่ภาคเอกชนต้องคำนึงถึงในลำดับต้นคือ การรักษาสภาพคล่องในระยะสั้นให้เพียงพอมากที่สุด ส่วนการลงทุนใหม่หรือลงทุนเพิ่มในระหว่างนี้ คงต้องใช้ความระมัดระวัง และรัดกุมในการเลือกลงทุน แต่ทั้งนี้เราไม่จำเป็นต้องปิดประตูในการลงทุนใหม่เสียทั้งหมด เพราะอดีตที่ผ่านมา ได้ชี้ให้เห็นว่า ในทุกภาวะวิกฤติย่อมมีโอกาสแทรกอยู่ด้วย ดังนั้นผู้ประกอบการก็ควรจะสอดส่องดูโอกาสในการลงทุนใหม่ไปพร้อมๆ กัน แต่ย้ำว่าต้องกระทำด้วยความรัดกุม รอบคอบ
สำหรับภาคประชาชน ลูกจ้าง พนักงาน ก็คงต้องเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ในเรื่องค่าใช้จ่ายและรายได้เป็นหลัก โดยขณะเดียว ก็เป็นเวลาที่เราสามารถทบทวนศักยภาพของตัวเองที่มีอยู่ แต่อาจไม่เคยถูกนำมาใช้อย่างเต็มที่ และพัฒนาสิ่งเหล่านั้นให้นำไปสู่โอกาสใหม่ๆ ด้านอาชีพไว้รองรับหากเกิดสถานการณ์ที่ไม่คาดคิด
ในภาวะที่พวกเราต้องเผชิญกับความท้าทาย และความเสี่ยงที่กำลังเพิ่มขึ้นมากเช่นปัจจุบัน ความร่วมมือระหว่างภาครัฐ และเอกชนย่อมมีความจำเป็น โดยความร่วมมือใกล้ชิดจะเป็นรากฐานของการกำหนดมาตรการ และแนวทางการดูแลแก้ไขปัญหาที่อาจเกิดขึ้นให้ตรงเป้า และสัมฤทธิผล ขณะเดียวกันก็เป็นการเติมกำลังใจให้กันและกัน ให้ประชาชนเกิดความเชื่อมั่นว่า ประเทศไทยมีความพร้อมที่จะจัดการกับสถานการณ์ที่อาจรุนแรงขึ้น และเราจะสามารถก้าวข้ามอุปสรรคไปได้ในทุกรูปแบบ
พิสูจน์อักษร โดย....สุรีย์ ศิลาวงษ์









