จับตายูเครน-รัสเซียนัดหารือวันนี้ (28 ก.พ. 65)

จับตายูเครน-รัสเซียนัดหารือวันนี้ (28 ก.พ. 65)

วันศุกร์ที่ผ่านมา ดัชนีปรับตัวรีบาวนด์ ราว +17 จุด ดัชนียืนระดับได้ดีตลอดช่วงการซื้อขาย จากแรงซื้อในหุ้นกลุ่มค้าปลีก ไอซีที และพลังงาน

โดยหุ้นที่ปรับตัวขึ้นได้ดีส่วนใหญ่สาเหตุมาจาก ผลการดำเนินงานที่ออกมาดีกว่าคาดมาก รวมถึงหุ้นที่มี outlook การเติบโตดี  อย่างไรก็ตามสถานการณ์ในยูเครน รวมถึงจำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในประเทศ ยังเป็นปัจจัยที่ต้องติดตาม ส่งผลให้ดัชนี SET Index ปิดตลาดที่ 1,679.90 จุด +17.18 จุด +1.03% มูลค่าการซื้อขาย 87,773 ลบ. ต่างชาติ +2,477.30 ลบ. TFEX -3,652 สัญญา ตราสารหนี้ +1,807.19 ลบ.


ปัจจัยบวก    

+ ดัชนีดาวโจนส์ปิดพุ่งขึ้น 834.92 จุด +2.51% ปรับตัวขึ้นเป็น % วันเดียวมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนพ.ย. 2563 และตลาดฟื้นตัวเป็นวันที่ 2 ติดต่อกันหลังจากดิ่งลงหนักเมื่อวันพุธที่ผ่านมา ขานรับรายงานข่าวที่ว่ารัสเซียส่งสัญญาณพร้อมเจรจากับยูเครน
+ ตัวแทนของยูเครนและรัสเซีย นัดหารือวันนี้บริเวณชายแดนระหว่างยูเครนและเบลารุส ใกล้กับแม่น้ำปริปยัต ตอนเหนือของประเทศ
+ MSCI ระบุว่าจะไม่ดำเนินการเปลี่ยนแปลงใด ๆ กับหลักทรัพย์ของรัสเซียตามที่บริษัทเคยประกาศไว้ก่อนหน้านี้ในระหว่างการทบทวนดัชนีประจำเดือนก.พ. หลังจากที่สหรัฐออกมาตรการคว่ำบาตรต่อรัสเซีย
+ วันนี้นายกฯ เป็นประธานเปิดท่าเรืออุตสาหกรรม มาบตาพุด ระยะที่ 3 ผ่านระบบออนไลน์ เดินหน้าพัฒนาพื้นที่เขตเศรษฐกิจภาคตะวันออก สู่ความเป็นศูนย์กลางคมนาคมขนส่งและโลจิสติกส์ทางน้ำของอาเซียน
+/- ศบค.รายงานสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในประเทศวันนี้ พบผู้ติดเชื้อรายใหม่รวม 22,175 ราย มีผู้เสียชีวิต 42 ราย รักษาหาย 17,470 ราย

 

ปัจจัยลบ   

- สัญญาน้ำมันดิบ WTI ลดลง 1.22 ดอลลาร์ หรือ 1.3% ปิดที่ 91.59 ดอลลาร์/บาร์เรล แต่ปรับตัวขึ้น 1.5% ในรอบสัปดาห์นี้ เนื่องจากนักลงทุนขายทำกำไรหลังราคาพุ่งขึ้นอย่างมากในวันพฤหัสบดี ขณะที่นักลงทุนยังคงจับตาสถานการณ์รัสเซียบุกโจมตียูเครน รวมถึงรายงานข่าวที่ว่า รัสเซียพร้อมที่จะเจรจากับยูเครน ซึ่งส่งผลกดดันราคาน้ำมัน
 

- สหรัฐและชาติพันธมิตรแห่งโลกตะวันตกเห็นพ้องกันที่จะตัดธนาคารรัสเซียบางแห่งออกจากระบบ SWIFT ซึ่งเป็นตัวกลางสำหรับการโอนเงินข้ามประเทศ ทำให้รัสเซียได้รับผลกระทบทางการเงินอย่างหนัก
- ปธน.วลาดิเมียร์ ปูติน ได้สั่งการให้กองกำลังป้องปรามด้วยอาวุธนิวเคลียร์ เตรียมพร้อมในระดับสูงสุด เพื่อรับมือกับ นาโต
- ปธน.โจ ไบเดน ผู้นาสหรัฐ ประกาศใช้มาตรการคว่ำบาตรเพิ่มเติมต่อรัสเซีย ซึ่งรวมถึงการควบคุมการส่งออกสินค้าให้กับรัสเซีย เพื่อสกัดกั้นไม่ให้รัสเซียสามารถเข้าถึงสินค้าหลากหลายประเภท ตั้งแต่สินค้าอิเล็กทรอนิกส์เชิงพาณิชย์ คอมพิวเตอร์ ไปจนถึงเซมิคอนดักเตอร์ และชิ้นส่วนเครื่องบิน
- เวิลด์แบงก์ และ IMF กำลังดำเนินการเพื่อรับประกันความปลอดภัยของพนักงานในยูเครน หลังรัสเซียเปิดฉากโจมตียูเครนเต็มรูปแบบ และออกแถลงการณ์ว่า ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นได้สร้างความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจในพื้นที่อย่างมาก
- อียู ได้ดำเนินมาตรการที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนด้วยการประกาศจัดส่งอาวุธให้กับยูเครนเพื่อนำไปใช้ในการต่อสู้กับรัสเซียที่กำลังรุกราน และปิดน่านฟ้าห้ามเครื่องบินรัสเซียผ่าน
-ข้อมูลจาก Worldometer พบว่า ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาไทยเรามีจำนวนการติดเชื้อใหม่ยืนยัน (ไม่รวม ATK) เพิ่มขึ้น 31% และเสียชีวิตเพิ่มขึ้น 40% เมื่อเทียบกับสัปดาห์ก่อนหน้า
 

แนวโน้มตลาดวันนี้

คาดดัชนีในวันนี้มีโอกาสปรับตัวลง จากแรงกดดันจากการที่ปธน.ปูตินได้สั่งการให้กองกำลังป้องปรามด้วยอาวุธนิวเคลียร์เตรียมพร้อมในระดับสูงสุด ขณะที่นักลงทุนยังจับตาตัวแทนของยูเครนและรัสเซีย นัดหารือวันนี้บริเวณชายแดนระหว่างยูเครนและเบลารุส มองกรอบการเคลื่อนไหวในวันนี้ที่ 1,665-1,685 จุด

 

กลยุทธ์การลงทุน

• ชุดตรวจ ATK : SMD WINMED TM
• หุ้น Value Play : KBANK BBL SCB EA GULF ADVANC TRUE DTAC
• หุ้นได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันปรับตัวขึ้น : PTTEP PTT TOP PTTGC
 

• มาตรการอุดหนุน EV : EA NEX BYD GPSC NDR
• FTSE Global Equity Index Series (ใช้ราคาปิด 18 มี.ค.65) : Large Cap : - , Mid Cap : - , Small Capหุ้นเข้า : TIPH JTS SINGER หุ้นออก: UV WHART , Micro Cap หุ้นเข้า : 2S, ACC, AQ, APCO, B, BIG, CEN, CTW, CMR, CV, CGH, ECL, EE, FORTH, GJS, IT, MILL, MTI, METCO, NTV, PAP, PTL, SUC, CFRESH, SF, SKY, BFIT, SCM, TOG, TVI, TRC, UBE, UVAN, UV, VNG, WICE หุ้นออก : BYD, TIPH, MK, NEX, OISHI, QHHR, SABUY, SINGER, SYNEX, XPG

 

หุ้นรายงานพิเศษ

                                          CPN (ซื้อ Bloomberg Consensus 64 บาท)

จับตายูเครน-รัสเซียนัดหารือวันนี้ (28 ก.พ. 65)

 

•4Q64 มีกำไร 1,816 ล้านบาท -10%YoY +692%QoQ ฟื้นตัวแรงจาก 3Q64 จากการผ่อนคลายมาตรการเข้มงวดควบคุมโควิด-19 และเป็นช่วงไฮซีซั่น ปี 64 มีกาไร 7,148 ล้านบาท -25%YoY โดยมีรายกายที่ไม่เกิดขึ้นประจำ 2 รายการได้แก่ ผลกระทบจากสถานการณ์ COVID-19 2,436 ล้านบาท และการปรับปรุงมูลค่าสัญญาเช่าเงินทุน 1,333 ล้านบาทเหลือกำไรสุทธิจาก 3,380 ล้านบาท บริษัทประกาศจ่ายเงินปันผลหุ้นละ 0.60 บาท กำหนด XD 4 มี.ค. วันจ่าย 17 พ.ค. yield 1.1%

•เรามีมุมมองบวกต่อผลการดำเนินงานในปี 65 ที่คาดจะเห็นการฟื้นตัวแรงจากฐานต่ำทั้งกลุ่มธุรกิจเดิมซึ่งคาดหวังว่าจะเห็น Traffic Recovery ส่วนลดค่าเช่าพื้นที่ลดลง และการเปิดบริการศูนย์การค้าใหม่ที่จ.จันทบุรี ความยืดหยุ่นในการพัฒนาโครงการที่หลากหลายประเภทและหลากทำเลในลักษณะ mixed-use และการควบรวมงบการเงินกับ SF เต็มโดยคาดว่ารับรู้ส่วนแบ่งกำไรเต็มปีเพิ่มจาก SF โครงการ JV-MegaBangna ไตรมาสละราว 140 ลบ. ทั้งนี้การกู้เงินเพิ่มเพื่อใช้ลงทุนในดีล M&A ทำให้มี net D/E ratio ณ ปลายปี 64 เพิ่มขึ้นสู่ 0.91 เท่าจากระดับ 0.48 เท่า ณ ปลายปี 63 แต่ต้นทุนทางการเงินต่ำลงโดยมี cost of fund ในปี 64 ค่อนข้างต่ำที่ 1.84% เทียบกับ 2.25% ในปี 63 -4%YoY ทั้งนี้ Bloomberg consensus คาดกำไรปี 65 เฉลี่ยพลิกเติบโต 31% เป็น 9,354 ล้านบาท

 

หุ้นมีข่าว

(+) NRF (Bloomberg Consensus - บาท) เดินหน้าแผนยุทธศาสตร์ ต่อสู้กับโลกร้อน นำเทคโนโลยี Blockchain เสริมศักยภาพทางธุรกิจ รุกลงทุน 700 ล้านบาท ซื้อเครื่องขุดบิทคอยน์ 2,200 เครื่อง ระบุเซ็น MOU กับผู้ผลิตไฟฟ้าพลังงานสะอาดในไทย รองรับธุรกิจเหมืองขุดคริปโทที่ใช้พลังงานสะอาด 100% เป็นรายแรกในไทย คาดรับรู้รายได้ทันที (ที่มา ทันหุ้น)

(+) UAC (Bloomberg Consensus 5.45 บาท) จ่อเซ็นกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติผลิตน้ำมัน 300 บาร์เรลต่อวัน 4 มีนาคมนี้ เร่งติดตั้งเครื่องจักร 3-4 เดือน รับรู้รายได้ไตรมาส 3/2565 คาดโกยรายได้ปีละไม่ต่ำกว่า 300 ล้านบาท ต้นทุนแค่ 30 ดอลลาร์ (ที่มา ทันหุ้น)

(+) SVT (Bloomberg Consensus 3.10 บาท) เตรียมเพิ่มแพ็กเกจแฟรนไชส์ตู้จำหน่ายสินค้าอัตโนมัติจากเดิมมี 2 แพ็กเกจ 50 ตู้ และ 100 ตู้ ตอบโจทย์ลูกค้ามากขึ้น พร้อมเดินหน้าขยายตู้ต่อเนื่อง มั่นใจสิ้นปี 2565 แตะ 16,000 ตู้ และปี 2566 เพิ่มเป็น 20,000 ตู้ ด้านกำลังซื้อเดือนมกราคมเติบโต 15% เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน มั่นใจผลงานปีนี้โต 20-25% ส่วนปี 2564 จ่ายปันผล 0.04 บาทต่อหุ้น (ที่มา ทันหุ้น)

(+) JMT (Bloomberg Consensus 77.00 บาท) "อดิศักดิ์" ซีอีโอ "เจ มาร์ท" พร้อมพา "เจ เอ็ม ที เน็ทเวอร์คเซอร์วิสเซ็ส" หรือ JMT เป็นเอเอ็มซีรายใหญ่ที่แข็งแกร่ง เผยร่วมทุนกับ KBANK จะบันทึกรายได้ภายในกลางปีนี้ พร้อมเผยยังมีดีลเพิ่มอีก 2-3 แบงก์แน่ วางแผนเจเอ็มทีหันไปสู่การบริหารหนี้ที่มีหลักประกัน จำพวกบ้าน สิ่งปลูกสร้าง (ที่มา ข่าวหุ้น)