วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

“อาคม”ชี้ส่งออกปีนี้ขยายตัวลดลงจากปีก่อน

“อาคม”เชื่อภาคส่งออกยังเป็นแรงขับเคลื่อนหลักต่อเศรษฐกิจไทยในปีนี้ แต่จะขยายตัวได้ลดลงจากฐานที่สูงในปีที่แล้ว โดยจะทำให้เศรษฐกิจไทยค่อยๆฟื้นตัว ขณะที่ พบสัญญาณการฟื้นตัวเศรษฐกิจในหลายประเทศขยายตัวในระดับต่ำ คาดหนี้สาธารณะต่อจีดีพีปีนี้พุ่งไปที่ 62%

นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังกล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ“พลิกฟื้นเศรษฐกิจไทยหลังวิกฤตโควิด-19”ในงานสัมมนาประจำปี 2565 สมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ โดยเขาประเมินว่า เชื่อว่า ภาคการส่งออกจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญสำหรับเศรษฐกิจในปีนี้ แต่อัตราการเติบโตจะน้อยลงเมื่อเทียบกับปีที่แล้วที่สามารถขยายตัวได้ถึง 17%

ทั้งนี้ จะสังเกตได้ว่า ในไตรมาสแรกของปีนี้ ข้อมูลเศรษฐกิจในหลายประเทศเริ่มแผ่วลงนิดหน่อย โดยเมื่อเช้าวันนี้(24 ก.พ.)ทางฮ่องกงและจีนก็ประกาศปรับลดจีดีพีในปีนี้ลง กรณีฮ่องกงประกาศว่าจะขยายตัวแต่ไม่สูงเท่าปีที่แล้ว โดยจะขยายตัวได้ 2% จากปีก่อนขยายตัวได้ 6% แสดงว่า ภาพรวมจีดีพีจะไม่พุ่งสูงไป 6-8%

ส่วนจีดีพีของไทยนั้น ในปีที่แล้วสามารถขยายตัวได้ถึง 1.6% ถามว่า จะมีแรงส่งมายังปีนี้หรือไม่ ก็เชื่อว่า ภาคการส่งออกจะมีแรงส่ง แต่จะโตไม่เท่าปีที่แล้ว เพราะปีที่แล้วฐานสูง และการเพิ่มจีดีพีในระดับ 1-2%ในขณะนี้นั้น ไม่ใช่เรื่องง่าย ทั้งนี้ ตนได้มีโอกาสพบปะสภาผู้ส่งออกและได้หารือกันว่าจะทำอย่างไรเพื่อช่วยปลดล็อกปัญหาที่เกี่ยวกับการส่งออกได้ โดยคลังก็จะเข้าไปช่วยเรื่องของสภาพคล่องให้

อย่างไรก็ตาม ในปีนี้มีความกังวลใน  4 ประเด็นหลัก คือ 1.ภาวะราคาน้ำมันแพง ซึ่งเป็นผลจากความตรึงเครียดระหว่างยูเครนกับรัสเซีย ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่มีความไม่แน่นอนสูง แต่หลายฝ่ายคาดการณ์ว่าราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก จะอยู่ที่ 90-100  เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล ซึ่งน้ำมันถือเป็นต้นทุนหลักของการขนส่ง และมีผลต่อธุรกิจอื่นๆด้วย

2.ราคาสินค้าหมวดอาหารที่ปรับเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งภาครัฐ ได้เข้าไปควบคุมดูแลแล้ว เชื่อว่าราคาสินค้าหมวดอาหารจะปรับลดลง และจะไม่ส่งผลกระทบต่ออัตราเงินเฟ้อในประเทศสูงขึ้น โดยทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องต้องบริหารจัดการต้นทุนให้ตรงจุดถูกต้อง เชื่อว่าราคาจะลดลงอย่างแน่นอน

3.การแพร่ระบาดโควิด-19 ซึ่งทุกประเทศก็กังวลว่าจะมีผลกระทบต่อการขยายตัวเศรษฐกิจ เช่นเดียวกับประเทศไทย  ขณะนี้ เศรษฐกิจไทยกำลังฟื้นตัว ทั้งในต่างจังหวัด ค้าชายแดน ดังนั้น ทุกคนต้องดูแลตัวเอง ปฎิบัตตามมาตรการสาธารณสุขอย่างเข้มงวด ระมัดระวังตัวเอง เพื่อให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจยังคงดำเนินต่อไป ไม่สะดุด เพราะทุกประเทศ ต้องขับเคลื่อนเศรษฐกิจควบคู่ไปกับวิกฤตโควิด

4.ดอกเบี้ย ที่หลายฝ่ายกังวลว่า เมื่อธนาคารโลก(เฟด)​ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย แล้ว อัตราดอกเบี้ยในประเทศไทยก็จะปรับขึ้นตามไปด้วย ซึ่งการปรับอัตราดอกเบี้ยในประเทศไทยนั้น ขึ้นอยู่กับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท)​ ซึ่งผู้ว่าการธปท.เคยประกาศว่า การจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนั้น ต้องรอให้เศรษฐกิจฟื้นตัวอย่างเต็มที่  ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลา 2 ปี หรือจะฟื้นตัวเต็มที ในปี 2567 ฉะนั้น เมื่อเศรษฐกิจเริ่มจะฟื้นตัว การคงอัตราดอกเบี้ย น่าจะเป็นสัญญาณที่ดี แต่ทั้งนี้ต้องรอฟังความชัดเจนจากธปท.อีกครั้ง

นายอาคมยังคาดว่า ระดับหนี้สาธารณะของรัฐบาลต่อจีดีพีในปีงบประมาณ 2565 จะอยู่ที่ 62% อย่างไรก็ตาม การที่จะสามารถรักษาระดับหนี้สาธารณะต่อจีดีพีที่ไม่เกิน 62 % ภายในปีงบประมาณนี้ได้นั้น ต้องขึ้นอยู่กับปัจจัยสำคัญ คือ การขยายตัวของเศรษฐกิจว่าจะสามารถทำได้ตามเป้าหมาย ที่ 4 % ในปีนี้หรือไม่

โดยระดับหนี้สาธารณะที่ 62% ในปีงบประมาณนี้ อยู่บนสมมุติฐานที่ว่า รัฐบาลได้กู้เงินจากพ.ร.ก. 5 แสนล้านบาท เต็มจำนวน และกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณที่ตั้งไว้ 7 แสนล้านบาท เต็มจำนวนเช่นกัน

สำหรับในปีงบประมาณ 2566 หากเศรษฐกิจไทยสามารถขยายตัวได้สูงกว่าค่าเฉลี่ยที่คาดว่าจะโต 4% ก็ทำให้ระดับหนี้สาธารณะในปีงบประมาณ 2566ต่ำลงกว่าระดับ 62 %