ท่ามกลางแรงกดดันด้านอัตรา "เงินเฟ้อ" ที่ปรับตัวขึ้นสูง พบว่ายังมีอีกหลายประเทศที่น่าสนใจลงทุน ยุโรป ญี่ปุ่น จีน และเวียดนาม ประเทศเหล่านี้นอกจากมีอัตราเงินเฟ้อที่ต่ำกว่าสหรัฐฯ ยังมีการดำเนินนโยบายของธนาคารกลางที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ !
สถานการณ์เงินเฟ้อที่ปรับตัวสูงขึ้นทั่วโลกมีปัจจัยหลักมาจากภาคการผลิตประสบกับปัญหาเรื่องห่วงโซ่อุปทานและภาคธุรกิจที่เคยปลดคนงานในช่วงที่เกิดการระบาดของ COVID-19 ซึ่งเมื่อเศรษฐกิจกลับมาฟื้นตัว ทำให้การผลิตทำได้ไม่ทัน
โดยเฉพาะในประเทศสหรัฐฯ ที่ปัญหาเงินเฟ้อเริ่มแพร่กระจายไปในหลายภาคส่วน จากการเผชิญกับปัญหาการขาดแคลนแรงงานกว่า 2.5 ล้านคนที่ออกจากตลาดแรงงาน (Labor Force) ทำให้ค่าจ้างแรงงานปรับตัวสูงขึ้น ในขณะที่ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ก็เพิ่มขึ้นทำสถิติสูงสุดในรอบหลายปี โดยหากเทียบกับช่วงที่เกิดการระบาดในปี 2020 ราคาน้ำมันดิบในปัจจุบันได้ปรับเพิ่มขึ้นถึง 2 เท่า และราคาก๊าซธรรมชาติปรับตัวสูงขึ้นกว่า 5 เท่า
นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังเผชิญกับปัญหาห่วงโซ่อุปทานทั้งภาคการผลิตและภาคการขนส่ง โดยเฉพาะการขาดแคลนชิปที่ทำให้การส่งมอบรถยนต์ล่าช้า จนทำให้ราคารถยนต์มือสองปรับตัวสูงขึ้นกว่า 40% ในปีที่ผ่านมา ประกอบกับราคาบ้านที่ปรับตัวสูงขึ้นกว่า 28% นับตั้งแต่ต้นปี 2020 (อ้างอิงจาก S&P Case-Shiller US Nation Home Price Index) จากความต้องการที่อยู่อาศัยนอกเมืองที่มีบริเวณสำหรับ Work from Home โดยมีอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำเป็นแรงกระตุ้น
เมื่อมีปัจจัยต่างๆ ที่กล่าวมาข้างต้นประกอบกัน ส่งผลให้ปัจจุบันอัตราเงินเฟ้อ (CPI) ของสหรัฐฯ เพิ่มมาอยู่ที่ระดับ 7.5% ปรับตัวสูงขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบ 40 ปี และสูงกว่าประเทศอื่นอย่างมีนัยสำคัญ โดยหากเทียบกับกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วด้วยกัน เช่น ยุโรป และญี่ปุ่น จะพบว่าอัตราเงินเฟ้อของทั้ง 2 ประเทศยังอยู่ในระดับต่ำกว่าสหรัฐฯ พอสมควร โดยอัตราเงินเฟ้อยุโรปอยู่ที่ระดับ 5.1% ส่วนญี่ปุ่นทรงตัวอยู่ในระดับต่ำที่ 0.5% ซึ่งมาจากปัจจัยด้านราคาพลังงานเป็นหลัก
การปรับตัวเพิ่มขึ้นของอัตราเงินเฟ้อนี้เองนำไปสู่การคาดการณ์ว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) จะเดินหน้านโยบายการเงินที่ตึงตัวมากขึ้น โดยปัจจุบันตลาดคาดว่า FED จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยถึง 5 ครั้งในปีนี้ พร้อมกับเริ่มพูดถึงการลดงบดุล (Quantitative Tightening)
ในขณะที่ทางฝั่ง Emerging Market นั้น ได้รับผลกระทบของเงินเฟ้ออย่างจำกัด โดยเฉพาะประเทศจีนที่มีดัชนี CPI ในเดือนมกราคม ขยายตัวเพียง 0.9% YoY จากปัญหาภาคอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งคิดเป็น 10% ของตะกร้าเงินเฟ้อ และราคาหมูที่ปรับตัวลดลง หลังจากอุปทานใหม่ของหมูเริ่มเข้ามาในตลาดมากขึ้น ซึ่งอัตราเงินเฟ้อที่อยู่ระดับต่ำเปิดช่องให้ธนาคารกลางจีนสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการปรับลดอัตราดอกเบี้ยหรือการปรับลด RRR ตามที่ได้เห็นธนาคารกลางจีนเริ่มทำในช่วงต้นปี ซึ่งจะเป็นปัจจัยหนุนที่คาดว่าเศรษฐกิจจีนปีนี้จะขยายตัวได้ในระดับ 4.8%
อีกหนึ่งประเทศในกลุ่ม Emerging Market ที่มีแนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจสูงเป็นอันดับต้นๆ ในเอเชีย ก็คือเวียดนาม โดยมีการคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจจะเติบโตได้ถึง 6.6% ในปีนี้ เวียดนามก็ถือเป็นอีกหนึ่งประเทศที่ได้รับผลกระทบจากเงินเฟ้อน้อย โดยมีอัตราเงินเฟ้อล่าสุดเดือนมกราคมอยู่ที่ 1.94% ขณะที่อัตราดอกเบี้ยนโยบายถูกปรับลดลงจากระดับ 6% ในปี 2020 มาสู่ 4% ในปี 2022 คิดเป็นการปรับลดดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจถึง 3 ครั้งด้วยกัน
ขณะที่พิจารณาด้าน Valuation สะท้อนผ่าน Earning Yield Gap ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่บ่งชี้ว่า ตลาดหุ้นดังกล่าวมีความน่าสนใจกว่าตลาดหุ้นสหรัฐฯ โดยเปรียบเทียบ ซึ่ง Earning Yield Gap เป็นตัวเลขบ่งบอกถึงความน่าสนใจของตลาดหุ้นเมื่อเทียบกับพันธบัตรอายุ 10 ปี ตัวเลขยิ่งมีค่ามากยิ่งสะท้อนว่าผลตอบแทนจากการลงทุนในตลาดหุ้นมีความน่าสนใจมากกว่าการซื้อพันธบัตรที่หวังอัตราดอกเบี้ย
โดยข้อมูลจาก Bloomberg พบว่า ปัจจุบันดัชนี S&P 500 มี Earning Yield Gap อยู่ที่ 3.11% เปรียบเทียบกับดัชนี Stoxx 600 ที่ระดับ 5.3% Topix 6.99%, CSI 300 4.1%, SET 3.5% และดัชนี VN ของเวียดนามที่ระดับ 5% สะท้อนให้เห็นว่า ตลาดหุ้นยุโรป จีน และเวียดนามต่างมี Earning Yield Gap ที่สูงกว่าตลาดหุ้นสหรัฐฯ นอกจากผลกำไรของบริษัทจดทะเบียนที่เป็นตัวแปรหนึ่งในการคำนวณ Earning Yield Gap แล้ว ยังมาจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลที่ทรงตัวอยู่ระดับต่ำ และยังไม่มีแนวโน้มที่จะปรับขึ้นอย่างรุนแรงและเร็วเหมือนในสหรัฐฯ ยิ่งไปกว่านั้นจีนและเวียดนามนอกจากจะไม่ได้อยู่ในช่วงของการปรับขึ้นดอกเบี้ยแล้ว ยังสามารถดำเนินนโยบายลดดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจได้อีกด้ว
ท่ามกลางแรงกดดันทางด้านอัตราเงินเฟ้อที่ปรับตัวขึ้นสูง จะพบว่ายังมีอีกหลายประเทศที่ยังน่าสนใจในการลงทุน ไม่ว่าจะเป็น กลุ่มยุโรป ญี่ปุ่น จีน และเวียดนาม ประเทศเหล่านี้นอกจากจะมีอัตราเงินเฟ้อที่ต่ำกว่าสหรัฐฯ แล้ว ยังมีการดำเนินนโยบายของธนาคารกลางที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ สวนทางกับสหรัฐฯ ที่เริ่มดำเนินนโยบายทางการเงินที่เข้มงวดขึ้นเพื่อลดความร้อนแรงของอัตราเงินเฟ้อ ซึ่งสุดท้ายผลของการดำเนินนโยบายเหล่านี้จะสะท้อนผ่านตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจและผลการดำเนินงานบริษัทจดทะเบียน ซึ่งจะนำไปสู่ผลตอบแทนจากการลงทุนในตลาดหุ้นที่น่าดึงดูดของกลุ่มประเทศเหล่านี้ในที่สุด
หากท่านใดมีข้อข้องใจเกี่ยวกับการวางแผนการเงินของตนเอง สามารถส่งคำถามของท่านมาได้ที่ [email protected] I บทความโดย วัทธิกร กิจจาวิจิตร AFPT Wealth Manager ธนาคารทิสโก้





