ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ศิริกัญญา ตันสกุล เปิดอภิปรายโดยระบุว่า รัฐบาลนี้คิดอะไรไม่ออกก็แจกคนละครึ่ง กระตุ้นเศรษฐกิจก็แจกคนละครึ่ง เยียวยาก็แจกคนละครึ่ง ช่วยค่าครองชีพก็แจกคนละครึ่ง ใช้เงินไปกว่า 2.2 แสนล้านบาท
ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ศิริกัญญา ตันสกุล เปิดอภิปรายโดยระบุว่า รัฐบาลนี้คิดอะไรไม่ออกก็แจกคนละครึ่ง กระตุ้นเศรษฐกิจก็แจกคนละครึ่ง เยียวยาก็แจกคนละครึ่ง ช่วยค่าครองชีพก็แจกคนละครึ่ง ใช้เงินไปกว่า 2.2 แสนล้านบาทแต่เศรษฐกิจในประเทศยังวนเวียนอยู่ที่เดิม ประเทศไม่สามารถฟื้นฟูเศรษฐกิจในระยะยาวได้จากการแจกคนละครึ่ง การอุปโภคบริโภคกับรายได้เกษตรกร ทุกตัวติดลบ หรือไม่ก็ลดลงอย่างน่าใจหาย แผนฟื้นฟูเศรษฐกิจที่ผ่านมานั้นใช้ไม่ได้ผล เต็มไปด้วยโครงการเบี้ยหัวแตกแบบที่ไม่มีวันเสร็จ
ข้อเสนอที่เรามีคือ รัฐบาลจำเป็นต้องมีแผนฟื้นฟูประเทศจริงๆ จังๆ ต้องใช้โอกาสนี้ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ ให้ทุนเล็กทุนน้อยได้มีที่อยู่ที่ยืน เติบโต เกิดการจ้างงานที่มีคุณภาพ และทำให้อุตสาหกรรมเป้าหมายต่างๆ ในโลกยุคหลังโควิดเกิดขึ้นจริงได้
เศรษฐกิจประเทศนี้ยังไม่รู้ว่าจะฟื้นได้อย่างไรถ้าค่าครองชีพยังแพงอยู่ ปัญหาค่าครองชีพในขณะนี้หนักหนาสาหัสมาก โดยเฉพาะกลุ่มคนรายได้น้อย เพราะ 2 สินค้าที่ขึ้นราคาหนักๆ คือ อาหารและน้ำมัน สำหรับคนมีรายน้อยนี่คือครึ่งหนึ่งของเงินในกระเป๋า สุดท้ายแล้วรัฐบาลหลังชนฝาต้องลดภาษีสรรพสามิต ทำให้สูญเสียรายได้ 17,100 ล้านบาท สุดท้ายแล้วจะต้องไปตัดลดงบประมาณตรงไหน ท่านอาจจะบอกว่าราคาน้ำมันสูงขึ้น ภาษีมูลค่าเพิ่มก็จัดเก็บได้สูงขึ้นเช่นเดียวกัน แต่จะเพียงพออุดรูรั่วนี้หรือไม่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังต้องมีคำตอบ
รัฐบาลนี้ไม่ทำอะไรกับเศรษฐกิจเลย ปล่อยให้ประชาชนเผชิญชะตากรรมไปตามยถากรรม อาจบอกว่ารัฐบาลเดินตามระบบเศรษฐกิจเสรีนิยม รัฐไม่ต้องมีบทบาทอะไร ทำให้น้อยที่สุด ใครอ่อนแอก็แพ้ไป แต่พอตัดภาพที่รัฐบาลเข้าไปโอบอุ้มเจ้าสัว กลุ่มทุน ดูจะตรงข้ามกับที่รัฐบาลโอบอุ้ม SMEs และประชาชนในประเทศ
น.ส.ศิริกัญญา ยังไม่เชื่อว่าเศรษฐกิจจะฟื้นได้ หาก SMEs ยังไม่ฟื้น ซึ่งแทบไม่มีมาตรการใหม่ๆ ออกมาช่วยเหลือ และปัจจุบันเกษตรกรยังมีรายได้ที่ตกต่ำ
ส่วนกรณีที่บอร์ดการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย (ทอท.) แก้สัญญาสัมปทานให้กับผู้ประกอบการในท่าอากาศยาน คือ ดิวตี้ฟรี ไม่ต้องจ่ายค่าสัมปทานไปอีก 2 ปี และยังมีมติให้มีการแก้ไขสัญญาการจ่ายรายได้ขั้นต่ำตามรายหัวผู้โดยสาร ทำรัฐสูญรายได้เป็นแสนล้านบาท ซึ่งการแก้ไขสัญญาสัปทานโดยที่ไม่ต้องผ่านความเห็นชอบจากครม. และไม่ต้องทำตาม พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลัง ถือว่าถูกต้องและโปร่งใสหรือไม่
ส่วนเรื่องการควบรวมกิจการทรูและดีแทค ได้แก้ประกาศเรื่องการควบรวมกิจการในปี 61 โดยไม่ต้องมีการมาขออนุญาตแล้ว ให้มีการควบรวมให้เรียบร้อยแล้วมารายงานให้คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ทราบ และหากเกิดผลกระทบกับสภาวะการแข่งขัน กสทช.ค่อยมาออกมาตรการหลังการควบรวม แต่กระบวนการสรรหา กสทช.ชุดใหม่ที่ผ่านความเห็นชอบจากวุฒิสภาเสร็จสิ้นไปตั้งแต่ธันวาคม ซึ่งชื่อค้างอยู่ที่อยู่ที่นายกรัฐมนตรีจริงหรือไม่ หรือต้องการให้บอร์ดชุดเดิม ดูแลการควบรวมทรูและดีแทคเสร็จก่อนหรือไม่









