วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

EEC เมื่อถึงเวลาทำงานแบบ "ถอดสูทแล้วลงคลุกโคลน"

กรณีน้ำมันรั่วที่ท่าเรือมาบตาพุดของบริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง (SPRC) เมื่อวันที่ 25 ม.ค. 2565 นั้น มีหลายคนแสดงความกังวลถึงความเชื่อมั่นต่อแผนการพัฒนา EEC

เหตุการณ์ดังกล่าวได้ส่งผลกระทบต่อทะเล สัตว์น้ำ สิ่งแวดล้อม และที่สำคัญต่อความไม่แน่ใจของคนในพื้นที่ ที่ใช้ทรัพยากรทางทะเลร่วมกับการพัฒนาสาขาอื่นๆ

อย่างไรก็ตาม หากมองอย่างเป็นธรรมแล้ว อุบัติเหตุคราวนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดขึ้นในพื้นที่นี้ ในปี 2540 และ 2555 ก็เกิดเหตุการณ์แบบนี้เหมือนกัน แต่คราวนี้มีการจัดการที่รวดเร็ว ควบคุมผลกระทบให้อยู่ในวงจำกัด และดำเนินการทุกอย่างได้อย่างรวดเร็วกว่าครั้งก่อนมาก เพียงแต่ติดใจผู้คนว่าทำไมทำให้เกิดซ้ำจากเจ้าเดิมทั้งๆ ที่ก็รู้ปัญหาของความเก่าของท่อส่ง ซึ่งการตรวจตรา เฝ้าระวัง ดูแลน่าจะดีกว่านี้ และยิ่งมีความเจริญเข้ามามากขึ้น ความต้องการพลังงานก็จะสูงขึ้นเป็นเงาตามตัว แล้วจะแน่ใจในการดูแลเรื่องอย่างนี้อย่างไร

สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.)นั้นหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบร่วมได้ยากในสายตาของประชาชนถึงแม้ว่าในทางกฎหมาย และในทางปฏิบัตินั้น สกพอ. ไม่ใช่เป็นผู้รับผิดชอบโดยตรง แต่เป็นหน่วยงานอื่น อาทิ กรมเจ้าท่า การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในฐานะเจ้าภาพ และผู้เก็บกวาดในเบื้องต้น แต่ผู้คนก็คาดหวังว่า สกพอ. ต้องเป็นผู้ดูแลแทนพวกเขาในทุกเรื่องในพื้นที่นี้ เพราะเป็นผู้เปลี่ยนพื้นที่นี้เป็น EEC

เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นบทเรียนของ สกพอ. ในหลายเรื่อง โดยเฉพาะความคาดหวังของผู้คนในพื้นที่ และกลุ่มคนอื่นๆ ทั้งประเทศที่จะให้เป็นผู้ดูแลในการพัฒนาทุกมิติ และทุกระดับใน EEC นอกเหนือจากภารกิจหลักในการวางแผนภาพรวม การกำหนดทิศทางของการลงทุน สนับสนุนการพัฒนา แต่หวังให้ สกพอ. ต้องลงในการติดตามการดำเนินงานในการกำกับ ดูแล ร่วมมือกับหน่วยงานเจ้าของงานต่างๆ ในการปฏิบัติงานในพื้นที่นี้ด้วย ไม่ใช่มองนโยบายและภาพรวมเท่านั้น

ไม่ใช่เฉพาะเรื่องเหตุการณ์อุบัติเหตุครั้งนี้เท่านั้น ที่สำนักงานเลขาฯ EEC ต้องเร่งทำคือ การลงทำงานในรายละเอียดทางปฏิบัติ ที่เป็นกิจกรรม โครงการ หรือเรื่องต่างๆ ที่ต่อเนื่องจากงานระดับเมกะโปรเจกต์ ที่มีการเริ่มไปแล้ว แต่ยังอีกนานกว่าจะแล้วเสร็จ เช่น โครงการสาธารณูปโภคขนาดใหญ่ ท่าเรือ สนามบิน รถไฟความเร็วสูง ฯลฯ ว่าจะสามารถนำมาวางเป็นไกด์ในการเร่งสร้างกิจกรรมที่ก่อให้เห็นผลระยะสั้น งานที่เกิดผลเป็นที่จับต้องได้ เป็นแม่แบบ ตัวอย่าง หรือบทพิสูจน์ของความก้าวหน้า ทันสมัย และการมีชีวิตที่ดีขึ้นของคนในพื้นที่ เพราะกิจกรรมเหล่านี้ต่างหากที่จะช่วยให้ผู้คน ชุมชน นักลงทุน มั่นใจและเชื่อมั่นในการเดินต่อไปอย่างมั่นคงของ EEC

ผมหนักใจและเห็นใจ สกพอ. ในการผลักดันงานต่างๆ เพื่อให้เป็นไปตามแผนการพัฒนาของ EEC โดยเฉพาะงานและกิจกรรมในระดับพื้นที่นั้นเกือบทั้งหมดจะอยู่ในมือของหน่วยงาน และกระทรวงต่างๆ และ สกพอ. แทบจะไม่มีอำนาจใดๆ ดังนั้น สำนักงานเลขาฯ EEC ต้องมีระบบการติดตาม กำกับ และประเมินกิจกรรมต่างๆ ของหน่วยงานต่างๆ ในพื้นที่ และรายงานผลให้กับคณะกรรมการนโยบาย EEC ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และรัฐมนตรีหลายกระทรวงนั่งเป็นกรรมการอยู่ เพื่อการติดตามและสั่งการบ้าน ซึ่งผมว่าน่าจะมีประสิทธิภาพมากที่สุดในรูปแบบการทำงานในระบบราชการ

ในช่วงปี สองปีที่ผ่านมา เรารับรู้เรื่องราวของแผนงาน หรือความคืบหน้าของโครงการสำคัญที่กำลังเดินไปแล้วนั้น ซึ่งเป็นข่าวที่ผ่านไป และนักลงทุนรับรู้แล้ว แต่ความมั่นใจขั้นต่อไปต้องมีมาเสริม และต่อเนื่องจากโครงการเหล่านี้ยังมีน้อย การสร้างบุคลากรในสาขาที่ต้องการก็จำนวนน้อยมากเมื่อเทียบกับการคาดการณ์ด้านอุปสงค์ ข่าวคราวที่ออกมาก็วนเวียนอยู่เรื่องเดิมๆ ไม่มีอะไรที่ให้หวังในเรื่องใหม่ๆ หรือทั้งนี้จะด้วยเป็นเพราะโควิด หรือคนดูแลระดับนโยบายไม่สน หรืออะไรก็แล้วแต่ แต่วันนี้ ผู้คนเริ่มบ่นว่า เรื่องเกี่ยวกับ EEC ไม่มีอะไรใหม่ๆ ที่ จ๊าบๆ หรือสร้างความฮือฮา ได้เหมือนเมื่อก่อน ที่มีการวางแผนการสร้างกระแสออกมาเป็นระยะๆ ต่อเนื่อง เพื่อให้ EEC อยู่ในความสนใจของนักลงทุนเป้าหมาย และผู้คนตลอดเวลา จากนี้ไปก็ได้แต่หวังว่า สถานการณ์หลังโควิดนี้ คงมีอะไรออกมาจาก สกพอ. และผู้รับผิดชอบในระดับนโยบายที่จะมีอะไรใหม่ๆ ที่ทำให้ EEC กลับมาหวือหวา อีกครั้ง

 

พิสูจน์อักษร  โดย....สุรีย์   ศิลาวงษ์