วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

เงินทุนไหลเข้าต่อเนื่อง สอดคล้องกับมุมมองเชิงกลยุทธ์

เงินทุนไหลเข้าอาเซียนต่อเนื่อง สอดคล้องกับมุมมองของเรา วานนี้นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิ 6,675 ล้านบาท นับจากต้นปีนักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิเป็นบวกถึง 17 จาก 26 วันทำการ และมียอดซื้อสุทธิสะสมที่ 26,322 ล้านบาท

ขณะที่ทิศทางของตลาดหุ้นในกลุ่ม TIP market อื่นทั้งอินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ มีทิศทางของเงินทุนต่างชาติที่ดีกว่า เกาหลีไต้ และไต้หวัน อย่างชัดเจน ซึ่งทิศทางดังกล่าวสอดคล้องกับมุมมองของเราที่สื่อสารกับนักลงทุนตั้งแต่ ต้นธ.ค.64 ว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศในกลุ่มอาเซียนที่จะฟื้นตัวชัดเจนในปีนี้หลังเปิดเมือง และโดดเด่นกว่าภูมิภาคอื่น จะดึงดูดให้เงินทุนไหลเข้าจาก asset allocation ที่คาดว่าจะจัดสรรน้ำหนักให้ไทยและประเทศในกลุ่มอาเซียนมากขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยบวกกับหุ้นขนาดใหญ่ที่เป็นเป้าหมายของนักลงทุนต่างชาติ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มธนาคารหรือหุ้นขนาดใหญ่

 

ไม่ว่าเงินเฟ้อสหรัฐออกมาสูงหรือต่ำ เรายังมองบรรยากาศลงทุนเป็นบวก ด้วยภาพของคาดการณ์เงินเฟ้อประเทศขนาดใหญ่ที่จะสูงสุดในช่วงต้นปีก่อนทยอยปรับลดลงต่อเนื่อง ทำให้เราประเมินตลาดจะไม่กังวลมากนักหากการรายงานตัวเลขเงินเฟ้อ ม.ค.65 ของสหรัฐฯ ออกมาสูงกว่าที่ตลาดคาดที่ 7.3% (สูงสุดในรอบ 40 ปี) ในขณะที่หากตัวเลขออกมาต่ำกว่านั้น หรือโดยเฉพาะต่ำกว่าเงินเฟ้อ ธ.ค.64 ที่ 7.0% ตลาดจะมองเป็นบวกว่าเงินเฟ้อผ่านจุดสูงสุด และแรงกดดันของการขึ้นดอกเบี้ยจะผ่อนคลายลง ซึ่งเมื่อดูจากผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ 2 และ 10 ปี ที่เพิ่มขึ้นจากจุดต่ำในปีก่อนที่ 1.1-1.3% สะท้อนมุมมองของนักลงทุนต่อการขึ้นดอกเบี้ยของเฟดในระดับ 4-5 ครั้งแล้ว ทำให้ผลตอบแทนพันธบัตรอยู่ในจุดที่มีโอกาสจะใกล้สูงสุดในระยะสั้น ซึ่งการปรับลดลง จะเป็นปัจจัยบวกต่อสินทรัพย์เสี่ยง
 

 

 

อาจผันผวนจากการย่อของราคาน้ำมัน และยอดติดเชื้อในประเทศ แม้เรายังมองบวกต่อราคาน้ำมันที่น่าจะทรงตัวในระดับ 80-100 ดอลลาร์สหรัฐฯ แต่ประเด็นการเจรจาเพื่อยกเลิกคว่ำบาตรอิหร่าน มีโอกาสทำให้ราคาน้ำมันดิบย่อตัวลงสู่ 80-85 ดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งอาจกระทบต่อบรรยากาศเก็งกำไรระยะสั้นของกลุ่มพลังงานและหุ้นที่เกี่ยวข้อง ขณะที่การติดเชื้อในประเทศเช้าวันนี้ (9 ก.พ.) ที่ระดับ 13,182 ราย เร่งตัวขึ้นอย่างชัดเจนจาก 4 วันก่อนหน้า อาจสร้างแรงกดดันให้ตลาดผันผวนจากความกังวลผลกระทบของการระบาดระลอกใหม่

 

ประเด็นเก็งกำไรอื่น 1) กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง การเปิดประมูลโครงการขนาดใหญ่ บวกต่อ CK, STEC, ITD, UNIQ 2) กลุ่มบริษัทหลักทรัพย์ ตลาดเก็งกำไรการเข้าสู่ธุรกิจใหม่เกี่ยวกับสินทรัพย์ดิจิตอล และผลประกอบการปี 2564 ที่น่าจะเห็นการจ่ายปันผลในระดับที่ดี อย่างไรก็ตาม ยังมีความไม่ชัดเจนของภาพรายได้ปี 2565 อีกมาก การเก็งกำไรจึงควรกำหนจุดตัดขาดทุนทุกครั้ง KGI, ASP, CGH, FSS 3) กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ เป็นกลุ่มที่มักจะเคลื่อนไหวได้ดีในภาวะเงินเฟ้อ อีกทั้ง valuation ต่ำ และปันผลสูง ทำให้มีโอกาสเห็นการฟื้นตัวของ LH, SPALI, AP, SC, ASW 4) กลุ่มบันเทิง ผลประกอบการมีแนวโน้มฟื้นตัวจากงบโฆษณาที่ฟื้นตัวตามเศรษฐกิจ บวกต่อ ONEE, BEC, WORK, MONO 5) หุ้นเก็งกำไรทางเทคนิค อาทิ SFT, WFX, CV, UBE, VPO, CPI, TOP, RAM, IND, MAKRO, CPALL

 

 

 


 

ภาพรวมกลยุทธ์: ยกกรอบขึ้นเป็น 1,667-1,700 จุด ยังคงมุมมองความผันผวนจะทยอยลดลงและบรรยากาศลงทุนรวมจะทยอยดีขึ้น โดยให้น้ำหนักกับเงินเฟ้อสหรัฐฯ ใกล้ถึงจุดสูงสุด ซึ่งจะลดแรงกดดันการขึ้นดอกเบี้ย //หุ้นแนะนำ: CPN*, SPALI*, BANPU*, KSL*

แนวรับ: 1,667 / แนวต้าน : 1,685-1,700 จุด สัดส่วน : เงินสด 50% : พอร์ตหุ้น 50%

 

ประเด็นการลงทุน

เลื่อนพืจารณาต่อสัมปทานสายสีเขียว – หลังรมต.พรรคภูมิใจไทย 7 ราย ลาประชุม ขณะที่กระทรวงคมนาคมคัดค้านการต่อสัญญาสัมปทาน ทำให้ประเด็นดังกล่าวยังเป็นปัจจัยถ่วงหุ้น BTS 

AMA – รุกธุรกิจขนส่งทางบก เพิ่มรถบริการเป็น 225 คัน รองรับขนส่งน้ำมันไป PTG ขณะที่ขนส่งทางเรือปีนี้ทรงตัว

SK – เตรียมประมูลโปรเจ็กต์ใหญ่ กฟผ. มูลค่า 300 ล้านบาท โชว์แบ็กล็อกเต็มหน้าตัก 250 ล้านบาท พร้อมดันผลงานยืนระดับปกติที่ 670 ล้านบาท เผยศึกษาแผนลุยธุรกิจใหม่ คาดมีความชัดเจนในไตรมาสแรกปีนี้

CRC – วางแผนดันรายได้ปี 69 โต 250% จากปี 64 หลังรุกขยายฐาน-ธุรกิจใหม่หนุน

TKS – ตั้งบริษัทย่อยลงทุนสตาร์ทอัพ Blockchain Digital Transformation เผยเจรจาอยู่ 4-5 บริษัท ปีนี้ผลงานดีลุ้นรับงานบัตรเลือกตั้ง เผยไตรมาส 1/65 ติดตั้งเครื่องจักรใหม่เตรียมบุกธุรกิจผลิตฉลากและบรรจุภัณฑ์

 

ประเด็นติดตาม: 9 ก.พ. – ประชุมกนง., MSCI Rebalancing / 10 ก.พ. – US CPI / 11 ก.พ. – IEA Monthly Report

(* หมายถึง หุ้นทางกลยุทธ์ ซึ่งอาจมีคำแนะนำต่างกับพื้นฐาน หรือที่ไม่ ได้อยู่ในการวิเคราะห์ของ UOBKH ซึ่งนักลงทุนควรพิจารณาตั้งจุดตัดขาดทุน 3-5% ของราคาที่เข้าซื้อ)