วันอาทิตย์ ที่ 18 ตุลาคม 2569

Login
Login

ศาลยกฟ้อง BTS เรียกค่าเสียหายประมูลสายสีส้ม

ศาลปกครองกลาง นัดอ่านคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำที่ 2280/2563 ระหว่าง บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ผู้ฟ้องคดี กับคณะกรรมการคัดเลือกตามมาตรา 36 แห่ง พรบ.ร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ.2562 โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงบางขุนนนท์ - มีนบุรี (สุวินทวงศ์)

10.00 น. ศาลปกครองกลาง นัดอ่านคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำที่ 2280/2563 ระหว่าง บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ผู้ฟ้องคดี กับคณะกรรมการคัดเลือกตามมาตรา 36 แห่ง พรบ.ร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ.2562 โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงบางขุนนนท์ - มีนบุรี (สุวินทวงศ์) ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน (ผู้ถูกฟ้องคดี) ในคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย

โดยสุรพงษ์ เลาหะอัญญา กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บมจ. ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ หรือ BTSC ได้เดินทางมาถึงศาลปกครองในเวลา 09.45 น. ส่วนผู้ว่าการการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย หรือ รฟม. ภคพงศ์ ศิริกันทรมาศ เดินทางมาฟังการพิจารณาคดีด้วยเช่นกัน แต่เข้าทางประตูหลัง 

กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บมจ.ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ หรือ BTSC ระบุ ภายหลังฟังคำพิพากษา ว่าศาลพิจารณาแล้วเห็นว่าการแก้ไขหลักเกณฑ์การประมูลเป็นสาระสำคัญ ถือเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และอาจทำให้เกิดการใช้งบประมาณมากขึ้น ต้องไปดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมาย แต่ในส่วนของการเรียกค่าเสียหาย​ที่เกิดขึ้นกับบริษัท​ ศาลได้พิจารณา​ยกฟ้องเนื่องจากศาลมองว่า​ บริษัท​ต้องมีค่าใช้จ่ายเรื่องการดำเนินการอยู่แล้ว​ จึงมองว่าบริษัท​ไม่เสียหาย​​

ึ่งการดำเนินการหลังจากนี้ บริษัทจะหารือกับฝ่ายกฎหมายว่า จะดำเนินการอย่างไร โดยศาลฯได้อนุญาตให้มีการยื่นอุทธรณ์ได้ภายใน 30 วัน ส่วนคดีอื่นๆ ยังอยู่ระหว่างการพิจารณา คือที่ศาลปกครอง คดีที่ภาครัฐออกประกาศยกเลิกประกวดราคารถไฟฟ้าสายสีส้มฝาย จากการเปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์ประกวดราคา และคดีตามกระบวนการศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง 1 คดี ฐานความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 มาตรา 165 และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 172 ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างพิจารณาคดี

 

ส่วนกรณีของการต่อสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียว ระบุว่า เอกชนทำได้เพียงปฎิบัติตามสัญญาจ้างเดินรถ ก็จะปฎิบัติหน้าที่ต่อไปแม้ว่าจะยังไม่ได้รับหนี้เป็นจำนวนมาก ซึ่งการที่มีคนพูดว่าเอาหนี้ 30,000 ล้าน นำมาแลกกับสัมปทาน ถือเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง หนี้ที่เกิดขึ้นเป็นหนี้ที่ให้บริการจริงกับประชาชน ทั้งการติดตั้งระบบ และการเดินรถ ส่วนเรื่องสัมปทานเป็นเรื่องของภาครัฐที่พยายามจะแก้ปัญหาระยะยาว โดยเฉพาะหนี้ของ กทม.ที่รับภาระค่าก่อสร้าง กับงานโยธา มาจากทาง รฟม.จำนวน 60,000 ล้านบาท รวมถึงค่าโดยสารที่ต้องให้เก็บไม่เกิน 65 บาท สวนทางกับเกณฑ์เดิมที่กำหนดไว้สูงสุด 158 บาท ระยะทาง 60 กิโลเมตร จึงเจรจากันเพื่อลดค่าโดยสาร ดังนั้น ทั้งสองเรื่องจึงไม่เกี่ยวข้องกัน ทาง BTSC อยากให้รัฐชำระหนี้สินที่ค้างอยู่เกือบ 40,000 ล้านบาท และหากจะให้เป็นผู้เดินรถต่อไปก็ไม่มีปัญหา เพียงแค่ขอให้ชำระค่าจ้างเดินรถ