วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ยังประเมินช่วงสั้นมีโอกาสแกว่ง/ย่อ แต่ไม่ผันผวนมากเช่นช่วงที่ผ่านมา

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรมีโอกาสกดดันบรรยากาศลงทุนระยะสั้น ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เคลื่อนไหวไร้ทิศทาง โดย DJIA (-0.06%), S&P500 (+0.52%) และ Nasdaq (+1.58%)

การรายงานผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่บางแห่งเช่น Amazon (+13.54%) เป็นบวกต่อ Nasdaq อย่างไรก็ตามการรายงานตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร ม.ค.65 ที่เพิ่มขึ้น 467,000 ตำแหน่ง (สูงกว่าตลาดคาดที่ 150,000 ตำแหน่ง) ทำให้นักลงทุนกลับมากังวลเกี่ยวกับการปรับขึ้นดอกเบี้ยในอัตราเร่ง ส่งผลให้ผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ 10 ปี ปรับขึ้นสู่ 1.905% ขณะที่ผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ 2 ปี ขึ้นสู่ 1.325% ซึ่งถือได้ว่าสูงสุดในรอบประมาณ 2 ปี และสร้างแรงกดดันต่อบรรยากาศลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงระยะสั้น อย่างไรก็ตาม การเพิ่มขึ้นของผลตอบแทนพันธบัตร 2 ปี ในระดับ 1.125% เทียบเท่ากับขึ้นดอกเบี้ยเกือบ 5 ครั้ง (ที่ครั้งละ 0.25%) หรือแปลได้ว่าตลาดค่อนข้างรับรู้การขึ้นดอกเบี้ยไปพอสมควรแล้ว ดังนั้นแม้ตลาดระยะสั้นอาจมีแรงทำกำไร หรือย่อ แต่ประเมินความผันผวนจะไม่มากเช่นในช่วง 3 สัปดาหที่ผ่านมา
 

สัปดาห์นี้ติดตามประเด็นที่อาจทำให้ตลาดระยะสั้นผันผวน ได้แก่ 1) ตัวเลขการระบาดของโควิด 19 ที่ผู้ติดเชื้อเกิน 1 หมื่นราย ติดกันเป็นวันทำการที่ 3 ต่อเนื่อง อาจเป็นสัญญาณเริ่มของการระบาดระลอกใหม่ในไทย  2) การทบทวนหุ้นเข้าออกดัชนี MSCI ในวันที่ 9 ก.พ. ว่าจะมีหุ้นใดเข้าออกหรือมีการปรับน้ำหนักหุ้นไทยหรือไม่? และ 3) ตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐฯ 10 ก.พ. ซึ่งอาจสร้างแรงกระเพื่อมต่อสินทรัพย์เสี่ยง อย่างไรก็ตาม จากการติดตามผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ 2 ปี ซึ่งมันจะเป็นดัชนีบ่งชี้มุมมองที่ตลาดมีต่อการดำเนินนโยบายการเงิน เราประเมินตลาดรับรู้การขึ้นดอกเบี้ยไปในระหว่าง 4-5 ครั้ง แล้ว ทำให้การปรับขึ้นของผลตอบแทนพันธบัตรน่าจะเริ่มอยู่ในระดับที่จำกัด ขณะที่หากเงินเฟ้ออกมาต่ำคาดหรือเริ่มปรับลง ตลาดจะมองเป็นบวกว่าแรงกดดันเงินเฟ้อมีโอกาสผ่อนคลาย ซึ่งจะเป็นปัจจัยบวกต่อการฟื้นตัวของสินทรัพย์เสี่ยง

 

 

ประเด็นเก็งกำไรอื่น 1) กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง การเปิดประมูลโครงการขนาดใหญ่ บวกต่อ CK, STEC, ITD, UNIQ 2) กลุ่มบริษัทหลักทรัพย์ ตลาดเก็งกำไรการเข้าสู่ธุรกิจใหม่เกี่ยวกับสินทรัพย์ดิจิตอล และผลประกอบการปี 2564 ที่น่าจะเห็นการจ่ายปันผลในระดับที่ดี อย่างไรก็ตามยังมีความไม่ชัดเจนของภาพรายได้ปี 2565 อีกมาก การเก็งกำไรจึงควรกำหนจุดตัดขาดทุนทุกครั้ง KGI, ASP, CGH, FSS 3) กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ เป็นกลุ่มที่มักจะเคลื่อนไหวได้ดีในภาวะเงินเฟ้อ อีกทั้ง valuation ต่ำ และปันผลสูง ทำให้มีโอกาสเห็นการฟื้นตัวของ LH, SPALI, AP, SC, ASW 4) กลุ่มบันเทิง ผลประกอบการมีแนวโน้มฟื้นตัวจากงบโฆษณาที่ฟื้นตัวตามเศรษฐกิจ บวกต่อ ONEE, BEC, WORK, MONO 5) หุ้นเก็งกำไรทางเทคนิค อาทิ SFT, WFX, CV, UBE, VPO, CPI, TOP, GJS, RAM, IND, MAKRO

ภาพรวมกลยุทธ์: แกว่งตัวในกรอบ 1,650-1,680 จุด ยังคงมุมมองความผันผวนจะทยอยลดลงและบรรยากาศลงทุนรวมจะทยอยดีขึ้น แม้จิตวิทยาการลงทุนระยะสั้นอาจผันผวนตามรายงานผลประกอบการของหุ้นรายตัว รวมถึงหุ้นใหญ่ในสหรัฐฯ //หุ้นแนะนำ: TOP*, ESSO*, ONEE*, IND*

แนวรับ: 1,650-1,660 / แนวต้าน : 1,680-1,685 จุด สัดส่วน : เงินสด 50% : พอร์ตหุ้น 50%
 

 

 

ประเด็นการลงทุน

ATP30 – ตั้งเป้าดันผลดำเนินงานปี 65 ทำสถิติสูงสุด ดันรายได้โต 25% แตะ 600 ล้านบาท วางกลยุทธ์ขยายฐานพื้นที่ให้บริการ พร้อมพัฒนาเทคโนโลยี ก้าวสู่การเป็นผู้นำ Smart Mobility เผยศึกษาการให้บริการรถไฟฟ้าต่อยอดในอนาคต

ARROW – ส่งสัญญาณธุรกิจฟื้นตัวชัดในช่วงครึ่งปีแรก จับตาก่อสร้างบูม โชว์ backlog เต็ม 1 พันล้านบาท คาดยอดขายปี 65 โต 5-10% ชี้ราคาวัตถุดิบลงช่วยหนุนมาร์จิ้น

JTS (Not rated) – เผยแพร่ความเห็นของที่ปรึกษาทางการเงินอิสระ (IFA) มีข้อสรุปว่า ผู้ถือหุ้นควรลงมติ “ไม่อนุมัติ” การจัดซื้อเครื่องขุดบิตคอยน์จำนวน 1,800 เครื่อง จาก บริษัท พรีเมียม อิสเซท จำกัด ซึ่งเข้าข่ายเป็นรายการได้มาซึ่งสินทรัพย์ และรายการที่เกี่ยวโยงกัน รวมทั้งการจัดซื้อเครื่องขุดบิตคอยน์จำนวนไม่เกิน 4,500 เครื่อง

UHERO – กองทุน ETF ที่ลงทุนในหุ้นเกี่ยวกับธุรกิจเกมส์และอีสปอร์ต (เปิดจองเมื่อ 17-21 ม.ค.) จะเข้าทำการซื้อในในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยวันนี้ หากพิจารณาจากหุ้นที่ ETF ถือสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ NVDA, EA, NTES, 7974 JP, ATVI จะพบว่าราคาปรับขึ้นในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ดังนั้นมีโอกาสที่ราคา

UHERO จะเริ่มซื้อขายสูงกว่าราคาเสนอขาย

 

ประเด็นติดตาม: 9 ก.พ. – ประชุมกนง., MSCI Rebalancing / 10 ก.พ. – US CPI

(* หมายถึง หุ้นทางกลยุทธ์ ซึ่งอาจมีคำแนะนำต่างกับพื้นฐาน หรือที่ไม่ ได้อยู่ในการวิเคราะห์ของ UOBKH ซึ่งนักลงทุนควรพิจารณาตั้งจุดตัดขาดทุน 3-5% ของราคาที่เข้าซื้อ)