ในช่วง 2 ปีที่โลกเผชิญกับการระบาดของโควิดนั้น ก็ไม่แปลกใจที่อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ดูจากผลผลิตมวลรวมรายจังหวัดของพื้นที่ EEC นั้นจะลดลงต่ำมากกว่าค่าเฉลี่ยทั้งประเทศ
โดยในช่วงปี 2563 นั้น อัตราการขยายตัวของพื้นที่ EEC ลดลง กว่า 8.4% ในขณะที่ทั้งประเทศมีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจลดลงที่ 6 % และกลับขยายตัวในปี 2564 ราว 2% ใกล้เคียงกับการขยายตัวในภาพรวม
ปัจจุบันเราไม่อาจปฏิเสธว่าเศรษฐกิจในพื้นที่นี้ถูกขับเคลื่อนโดยภาคอุตสาหกรรมเป็นหลัก ตามด้วยสาขาการบริการ ดังนั้นการพัฒนาเพื่อวางรากฐานสำหรับการลงทุนและการเป็นฐานการผลิตในกิจกรรมที่มีมูลค่าสูงในพื้นที่เป็นเรื่องสำคัญ
“ผมเห็นด้วยกับทางสำนักงานอีซีซีที่พยายามจะเร่งการฟื้นตัวของการลงทุนของภาคเอกชนในพื้นที่นี้ในช่วงของปี 2565 นี้ หลังจากที่เงียบเหงาไปในช่วงสองปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะกับกลุ่มประเทศนักลงทุนรายใหญ่ของเรา เช่น ญี่ปุ่น”
โดย ในช่วงต้นเดือนม.ค.2565 นายฮากิอูดะ โคอิจิ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจ การค้าและอุตสาหกรรมญี่ปุ่น (METI) ได้เดินทางมาเยี่ยมประเทศไทย และให้คำหวานว่าประเทศไทยยังเป็นพันธมิตรทางเศรษฐกิจที่เหนียวแน่น รวมทั้งยืนยันว่าประเทศไทยยังเป็นฐานการผลิตในอุตสาหกรรมใหม่ ๆ ของนักลงทุนญี่ปุ่น ซึ่งถือว่าสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นในระดับหนึ่ง
จะว่าไปแล้ว เสียดายไปนิดที่น่าจะเชิญรัฐมนตรี METI ลงไปเดินโชว์ที่ EEC แล้วโหมประโคมข่าว เพราะนักลงทุนญี่ปุ่นเชื่อมั่นในภาครัฐโดยเฉพาะ METI ว่าเป็นหัวหอกที่ดีและดูแลการลงทุนของพวกเขาในต่างประเทศได้ดี หากคนระดับรัฐมนตรีลงไปพื้นที่ EEC และให้ความมั่นใจด้วยแล้ว ผมว่านักลงทุนญี่ปุ่นหลายคนที่ไม่เคยมาเมืองไทย ก็อยากมารู้จัก EEC
หากมองลึก ๆ จะเห็นว่าญี่ปุ่นมองทั้งไกลกว่าประเทศไทยเท่านั้น ซึ่งจะเห็นจากแนวคิดของเขาผ่าน “Asia-Japan Investing for the Future Initiative” หรือ AJIF นั้นว่าเขาวางกลยุทธ์เพื่อกำหนดบทบาทเฉพาะกับประเทศต่าง ๆ ในเอเชียในภาพรวม และน่าจะมองประเทศไทยเป็นฐานการผลิตที่สำคัญและเป็นแหล่งตั้งของอุตสาหกรรมใหม่ ๆ ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นจริง ๆ แล้ว ผมก็ว่า EEC คือจุดที่เหมาะที่สุด แต่เราต้องเร่งและทำงานกับเขาจริง ๆ จัง ๆ ทั้งในระดับปฏิบัติและระดับนโยบาย
ในบันทึกแสดงเจตจำนงระหว่าง สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) และองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (JETRO) พอเห็นได้ว่าญี่ปุ่นจะใช้เป็นประตูในการดูแล ส่งเสริม ปกป้อง การลงทุนของเขาในพื้นที่ EECในขณะที่ฝ่ายไทยก็จะได้ประโยชน์จากส่วนที่จะร่วมกันส่งเสริมให้บริษัทญี่ปุ่นในประเทศไทยอยู่แล้วขยายการลงทุนเพิ่มขึ้นในพื้นที่ EEC รวมทั้งการลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีที่ก้าวหน้า อุตสาหกรรมเป้าหมายที่เป็นเป้าหมายของ EEC อาทิ อุตสาหกรรมดิจิทัล สุขภาพ โลจิสติกส์ ฯลฯ รวมทั้งการตั้งกิจกรรมด้านวิจัยและพัฒนาเพิ่มขึ้น
ความร่วมมือนี้ดูดี แต่จะให้ดีต้องหาทางผลักดันให้ทาง JETRO ทำในส่วนที่เราต้องการให้ได้ เพราะการลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ ๆ นั้นเป็นการตัดสินใจทางธุรกิจทั้งหมด แต่เราต้องใช้ประโยชน์จาก MOI นี้ให้มากที่สุด อาจเป็นกิจกรรมที่ให้เขาชี้เป้านักลงทุนให้กับเรา และร่วมชักชวนการลงทุนด้วย เพราะนักธุรกิจญี่ปุ่นเชื่อใจส่วนราชการของเขามาก
ผมเข้าใจดีว่าตอนนี้เราต้องการฟื้นฟูเศรษฐกิจในพื้นที่โดยการสนับสนุนการลงทุนให้เกิดขึ้นโดยเร็วนั้น ก็หวังว่าเราจะไม่ลืมถึงเป้าหมายของประเทศที่จะใช้พื้นที่ EEC เป็นพื้นที่สำหรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย ไม่เช่นนั้นเราก็จะเห็นการขยายการลงทุนในอุตสาหกรรมเดิม ๆ หรือไม่ก็เป็นการลงทุนใหม่ ๆ ในอุตสาหกรรมเก่า ๆ ที่อาจมีเทคโนโนโลยีการผลิตที่ทันสมัยหน่อย เช่น การลงทุนขยายการผลิตกว่าสองสามหมื่นล้าน เพื่อเพิ่มการผลิตรถยนต์แบบเดิม ซึ่งจะว่าไปก็ถือว่าดีต่อการจ้างงาน การส่งออก และอื่น ๆ แต่เราคงอยากเห็นการลงทุนที่ขยายนั้นเป็นรถไฟฟ้าที่เป็นอุตสาหกรรมเป้าหมายมากกว่า
อยากฝากไว้ว่า การลงทุนในพื้นที่ EEC กำลังใช้สิทธิประโยชน์ทั้งทางตรงและทางอ้อมผ่านนโยบาย มาตรการ และการลงทุนของรัฐในการพัฒนาพื้นที่แห่งนี้ เพื่อให้เป็นเมืองสำหรับ “อนาคต” นะครับ









