วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

แลหลัง พื้นที่ EEC: เจออะไรในยุคโควิด-19

เริ่มต้นปีใหม่ 2565 ผมเชื่อว่าคนไทยเกือบทุกคนต่างก็ตั้งความหวังไว้ว่าปีเสือที่มาถึงนี้น่าจะเป็นปีของการคำรามอย่างคึกคะนองของเศรษฐกิจไทย พื้นที่EECก็เช่นกัน

หลังจากซบเซาเป็นแมวเหงามาสองสามปีแล้ว แต่ก็มีโครงการหนึ่งที่คึกคักมาตลอด มีข่าวสารออกมาให้เห็นเป็นระยะเพื่อจุดกระแสแห่งความหวังของประเทศไทยที่จะก้าวข้ามไปสู่ระดับการพัฒนาอีกขั้นหนึ่ง ซึ่งก็คือ โครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ Eastern Economic Corridor (EEC) ที่เปิดตัวอย่างอลังการและวือหวามาแล้วเกือบห้าปีแต่ช่วงหลัง ๆ นี้ภายหลังโครงการเมกาโปรเจคด้านสาธารณูปโภคเซ็นสัญญาไปแล้วก็ไม่ค่อยมีอะไรให้ติดตามมากนัก โครงการใหญ่อื่น ๆ ก็เดินไปเรื่อย ๆ ช้า ๆ และในภาพรวมแล้ว EEC ซึมลงอย่างเห็นได้ชัด อะไร ๆ ก็เลื่อน อะไร ๆ ก็ยังไม่เสร็จตามแผน

ผมว่าก่อนเราจะเริ่มงานกันอย่างจริงจังในปีใหม่นี้ ลองช่วยกันหันหลังไปดูปีที่ผ่านมาว่ามีอะไรที่ต้องเร่ง ต้องปรับปรุง ต้องแก้ไข เพื่อให้ EEC ยังคงเป็นตัวจุดประกายในการสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ของไทยต่อไป ส่วนตัวผมแล้ว ที่ผมเห็นและติดตามความก้าวหน้าของโครงการ EEC มาตลอดนั้น ที่เป็นโครงการพิเศษที่ไม่ค่อยพิเศษเท่าที่หวัง และผมมองเห็นเรื่องนี้ประมาณนี้ คือ

รัฐบาลใช้เวลา สมอง งบประมาณ คน และทรัพยากรต่าง ๆ เกือบทั้งหมดลงไปกับการแก้ปัญหาโควิด จนแทบจะละเลยสนใจความก้าวหน้าของ EEC นอกจากข่าวคราวความคืบหน้าของโครงการเดิม ๆ และสิ่งที่ขาดไปคือ ความต่อเนื่องในการการกระตุ้นความสนใจจากนักลงทุนสำคัญจากบุคคลระดับ Key man ของรัฐบาล ถึงแม้ว่าจะมีข้ออ้างว่าไม่สามารถเดินทางได้ในช่วงไวรัสระบาด แต่เราก็ไม่มีการสร้างการรับรู้และกระตุ้นความสนใจที่ต่อเนื่อง นอกจากความพยายามของสำนักงานเลขาธิการ EEC ที่ติดต่อกับนักลงทุนเป็นราย ๆ ซึ่งก็พอให้ยินชื่อ EEC เป็นระยะ ๆ

ระดับนโยบายใหญ่ของประเทศให้ความเข้าใจและมองภาพรวมของ EEC ไม่กระจ่างและจริงจัง โดยเฉพาะในระดับนโยบายที่คิดว่าเรายังต้องการผู้รับผิดชอบที่ใกล้ชิดมากกว่านี้ และต้องมีอำนาจในการสั่งการมากกว่าที่เป็นอยู่ ซึ่งปัจจุบันการดำเนินงานต่าง ๆ ในพื้นที่นั้นเป็นการใช้คำสั่งจากคณะกรรมการนโยบายลงไปที่กระทรวงต่าง ๆ ที่เจ้ากระทรวงแต่ละกระทรวงมีความสนใจและจริงจังกับ EEC ต่างกัน เรียกว่าต่างคนต่างไป ตามที่คิดว่าใช่ หรือยากจะทำ ทั้ง ๆ ที่ EEC ต้องการแรงผลักดันที่ทุกองคาพยพทุกกระทรวงทำงานในทิศทางเดียวกัน แต่ในยุคของการเลือกตั้งที่รัฐมนตรีมีอำนาจพอที่จะไม่ฟังรองนายกรัฐมนตรีเศรษฐกิจที่รับผิดชอบโครงการนี้ เลยทำให้งานที่เกี่ยวข้อง EEC ที่อยู่ในมือของหน่วยงานต่าง ๆ นั้นเดินไปตามแต่ละคนอยากทำ รวมถึงนโยบายระดับมหภาค เช่น ความตกลงการค้าระหว่างประเทศ ฯลฯ ก็เป็นปัจจัยสำคัญต่อ EEC ที่ต้องทำให้คนรับผิดชอบเรื่องนี้ตระหนักด้วย

การจัดสรรงบประมาณที่จำกัดจำเขี่ยในปีที่ผ่านมา ยิ่งทำให้โครงการต่าง ๆ ของ EEC ต้องเลื่อนไป ซึ่งก็พอเข้าใจได้ แต่การจัดสรรงบประมาณแบบให้ที่ละอย่าง แทนที่จะให้ควบคู่กันไปเพื่อให้โครงการนั้นเสร็จสิ้นโดยเร็ว เช่น การให้งบประมาณสร้างอาคารและห้องทดสอบชิ้นส่วนยานยนต์ในปีนี้

ปัญหาและความไม่สะดวกของนักลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษแห่งนี้ยังคงอยู่ จะเห็นได้จากข้อคิดเห็นของนักลงทุนในพื้นที่ที่บอกกับนายกรัฐมนตรีคราวที่บีโอไอจัดงานพบนักลงทุนเป็นเรื่องเดิม ๆ ที่ได้ยินบ่อย ทั้งเรื่องใบอนุญาตทำงานของผู้เชี่ยวชาญที่ใช้เวลานานและข้อจำกัดมาก หรือกระบวนการศุลกากรที่ซับซ้อน ซึ่งที่ผ่านมาทำให้หลายบริษัทโดนฟ้องเรียกค่าปรับหลายพันหรือหมื่นล้านบาท หรือการจัดการผังเมืองที่สอดคล้องกับแผน EEC ซึ่งตอนนี้ก็มีความพยายามปรับปรุงขึ้น ผมว่าเรื่องนี้ต้องดูใจหน่วยงานเจ้าของอำนาจนั้นจะยอมปล่อยให้พื้นที่นี้พิเศษจริงสมชื่อหรือไม่

เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องที่คนทำงานรู้ดีว่าต้องแก้ไข ปรับปรุง หากจะให้ EEC เป็นโครงการพิเศษที่น่าสนใจในการดึงคนเก่ง นักลงทุนที่มีเทคโนโลยี ธุรกิจและอุตสาหกรรมที่เป็นเป้าหมาย รวมทั้งการสร้างเมืองอนาคตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและทันสมัย เพียงแต่การมองอย่างมีวิสัยทัศน์อย่างเดียวอาจไม่พอ ต้องลงมือแก้ไขในรายละเอียด การปฏิบัติงานของหน่วยงาน และข้อระเบียบที่เป็นอุปสรรค ไม่เช่นนั้นเราก็ยังเห็นโครงการพิเศษอย่าง EEC เดินแบบธรรมดา ธรรมดา ครับ