เราคาดว่า MINT จะรายงานผลขาดทุนปกติที่ 1.97 พันล้านบาทใน 4Q64F (+54% YoY, +17% QoQ) โดยผลประกอบการที่ดีขึ้นทั้ง YoY และ QoQ
จะเป็นเพราะ i) รายได้รวมเพิ่มขึ้นถึง 70% YoY และ 15% QoQ เป็น 2.24 หมื่นล้านบาท จากการฟื้นตัวของทั้งธุรกิจโรงแรมและร้านอาหาร และ ii) EBIT margin เพิ่มขึ้นเป็น 0.2% (จาก -3.4% ใน 3Q64) ส่วนใหญ่ผลักดันจากธุรกิจโรงแรมมีอัตรากำไรดีขึ้น
ธุรกิจโรงแรม: คาด RevPar จะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องใน 4Q64F
เราคาดว่า RevPar รวมใน 4Q64F จะเพิ่มขึ้นเป็น 2,113 ล้านบาท (+318% YoY, +19% QoQ) เนื่องจาก i)
occupancy rate เพิ่มขึ้นเป็น 54% (จาก 47% ใน 3Q64) และ ii) ARR เพิ่มขึ้น 4% QoQ เราคาดผลการดำเนินงานของโรงแรมในยุโรปจะ outperform โดยมี occupancy rate แข็งแกร่งที่ 60% ใน 4Q64F (จาก49% ใน 3Q64) ในขณะที่ผลการดำเนินงานของโรงแรมในทำเลอื่น ๆ อย่างเช่นมัลดีฟส์ และประเทศไทยน่าจะดีขึ้น QoQ ตามภาวะที่ดีขึ้นของการท่องเที่ยวทั่วโลก (Figure 2)
ธุรกิจร้านอาหาร: คาดว่า SSSG จะฟื้นตัว
เราคาด Same-store-sales ใน 4Q64F จะฟื้นตัวขึ้นเป็น -5% YoY จาก -7% YoY ใน 3Q64 โดยคาดผล
การดำเนินงานของร้านอาหารในประเทศไทยจะ outperform ร้านอาหารในประเทศอื่น ๆ (Figure 5)
เนื่องจากฟื้นตัวจากสถานการณ์ COVID-19 ได้ดีใน 4Q64F ทั้งนี้ จากการขยายสาขาร้านอย่างต่อเนื่อง
และการที่มีการกลับมาดำเนินกิจกรรมทางธุรกิจเพิ่มขึ้น เราจึงคาดว่า total-system-sales growth (TSSG)
จะอยู่ที่ +2% YoY
ปรับลดประมาณการกำไรปี 2565-66F ลง 44%/14%
เราปรับลดประมาณการกำไรปกติปี 2565F ลง 44% และปี 2566F ลง 14% เพื่อสะท้อนถึงความล่าช้าในการฟื้นตัวของการท่องเที่ยวทั่วโลก และสมมติฐานใหม่ของจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในปี 2565F ที่ 8 ล้านคน (จากเดิมที่ 12 ล้านคน)
Valuation & action
เราคาดว่าสายพันธุ์ Omicron จะส่งผลกระทบชั่วคราวใน 1Q65F แต่คาดว่าโมเมนตั้มของผลประกอบการจะกลับมาแข็งแกร่งได้ตั้งแต่ 2Q65F เป็นต้นไป เรายังคงคำแนะนำซื้อ MINT โดยประเมินราคาเป้าหมายใหม่ที่ 39 บาท อิงจาก EV/EBITDA ปี 2566F ที่ 17.2x เท่ากับค่าเฉลี่ยระยะยาว ทั้งนี้ เราได้ทำการ discount ราคาเป้าหมายปี 2566F กลับมาหนึ่งปี โดยใช้ WACC ที่ 9.0%
Risks
ความวุ่นวายทางการเมือง และ COVID-19 ระบาดนานกว่าที่คาดไว้









