ว่าด้วย การเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบต่างๆ ของภาครัฐ ที่อาจมีผลต่อภาคอุตสาหกรรม

การเปลี่ยนแปลงด้านกฎระเบียบต่างๆ ภาครัฐย่อมส่งผลกระทบในวงกว้างรวมถึงอาจส่งผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมในมิติต่างๆ ด้วย
ด้านเสถียรภาพ
การปรับเกณฑ์ภาคอสังหาริมทรัพย์ (ปี 2563)
เพื่อลดการเก็งกำไรในภาคอสังหาริมทรัพย์ และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ที่ดิน รวมทั้งเพื่อลดความไม่แน่นอนของมูลค่าหลักประกันในอนาคตของสถาบันการเงิน ได้แก่
• การกำกับดูแลสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย ด้วยเกณฑ์การให้สินเชื่อต่อมูลค่าหลักประกัน (Loan to Value; LTV) จำแนกเป็น (1) ที่อยู่อาศัยหลังแรกราคาต่ำกว่า 10 ล้านบาท กู้ได้เต็มมูลค่าหลักประกันและกู้สินเชื่อ Top-up เพิ่มได้อีก 10% ของมูลค่าที่อยู่อาศัย (2) ที่อยู่อาศัยหลังแรกราคา 10 ล้านบาทขึ้นไป กำหนดให้วางเงินดาวน์ 10% ของราคาที่อยู่อาศัย (3) ที่อยู่อาศัยหลังที่ 2 ขึ้นไป (กรณีผ่อนหลังแรกยังไม่หมด) หรือที่อยู่อาศัยราคา 10 ล้านบาทขึ้นไป จะถูกลดสัดส่วนเงินให้สินเชื่อรวม (สินเชื่อ Top-up รวมสินเชื่อที่อยู่อาศัย) ต่อมูลค่าหลักประกันไม่เกินเพดานที่กำหนด (มีผลเดือนเมษายน 2562 และปรับเกณฑ์สำหรับที่อยู่อาศัยหลังแรกมีผลมกราคม 2563 )
• พ.ร.บ. ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งมีผลแล้วเมื่อเดือนมกราคม 2563 อาจเพิ่มภาระภาษีแก่ผู้ประกอบการธุรกิจอสังหาฯ ที่มีอุปทานคงค้างมาก โดยเฉพาะคอนโดมิเนียมสร้างเสร็จที่จำหน่ายไม่หมดภายใน 3 ปี จะถูกเก็บภาษีทันที
การปฏิรูปกฎระเบียบทางการเงิน
เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคและลดผลกระทบจากสถานการณ์ COVID-19 รวมถึงการเตรียมรับการแข่งขันในระบบสถาบันการเงินในอนาคต ได้แก่
• การคุ้มครองผู้บริโภค เช่น (1) การปรับการคิดดอกเบี้ยและการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมสำหรับการไถ่ถอนก่อนกำหนด (2) การคิดดอกเบี้ยผิดนัดชำระหนี้สำหรับสินเชื่อ SMEs และสินเชื่อส่วนบุคคลซึ่งมีลักษณะการผ่อนชำระเป็นงวด (มีผล 8 มกราคม 2563) (3) การขยายขอบเขตกำกับดูแลการให้บริการแก่ลูกค้าอย่างเป็นธรรม (Market conduct) ครอบคลุมถึงสถาบันการเงินเฉพาะกิจ (SFIs) บริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) ผู้ประกอบธุรกิจสินเชื่อรายย่อยเพื่อการประกอบอาชีพภายใต้กำกับ (นาโนไฟแนนซ์) (มีผล 4 กันยายน 2563)
• การลดผลกระทบจากสถานการณ์ เช่น มาตรการช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยและธุรกิจ SMEs มาตรการปรับโครงสร้างหนี้รายย่อยด้วยวิธีการมัดรวมหนี้ (Debt consolidation) การแก้เกณฑ์ปรับโครงสร้างหนี้เชิงป้องกันก่อนเป็นหนี้เสีย (มีผล 1 มกราคม 2563 - 31 ธันวาคม 2564) และการผ่อนปรนให้สถาบันการเงินลดเงินสมทบกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF) จากอัตรา 0.46% เหลือ 0.23% เป็นเวลา 2 ปี (เริ่มเมษายน 2563)
• การเตรียมความพร้อมแก่สถาบันการเงินเพื่อรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต เช่น การออกหลักเกณฑ์การประกอบธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลดิจิทัลเพื่อใช้เป็นข้อมูลทางเลือก (Alternative data) ประกอบการขอสินเชื่อ (มีผล 15 กันยายน 2563) แผนกลยุทธ์ระบบการชำระเงิน (2562-2564) ที่เน้นให้ Digital payment เป็นทางเลือกหลักในการชำระเงิน การออกเกณฑ์ควบคุมการประกอบธุรกิจผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์สำหรับธุรกรรมสินเชื่อระหว่างบุคคลกับบุคคล (Peer to peer lending platform) (มีผลกรกฎาคม 2563)
ด้านสุขภาพ
การปรับเพิ่มภาษีสำหรับเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ตามปริมาณความหวาน
เพื่อให้ประชาชนตระหนักถึงผลกระทบต่อสุขภาพ โดยทยอยปรับขึ้นทั้งสิ้น 4 รอบ ได้แก่ รอบ 1 มีผล 16 กันยายน 2560 - 30 กันยายน 2562 รอบ 2 มีผล 1 ตุลาคม 2562 - 30 กันยายน 2564 รอบ 3 มีผล 1 ตุลาคม 2564 - 30 กันยายน 2566 และรอบ 4 มีผลตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2566 เป็นต้นไป อาจทำให้ผู้ประกอบการปรับขึ้นราคาเครื่องดื่ม กระทบต่อความต้องการบริโภคขณะที่ผู้ประกอบการบางกลุ่มอาจปรับตัวโดยผลิตเครื่องดื่มที่มีความหวานน้อยลงหรือเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ
ด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม
การปฏิรูปพลังงาน
แผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศปี 2563 - 2580 (PDP2018 ปรับปรุง ครั้งที่ 1) ให้ความสำคัญกับพลังงานทดแทน โดยสนับสนุนโรงไฟฟ้าที่ใช้เชื้อเพลิงจากชีวมวล ก๊าซชีวภาพ ขยะ อีกทั้งเปิดเสรีระบบผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ที่ติดตั้งบนหลังคา รวมถึงส่งเสริมการลงทุนเทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงานเพื่อเพิ่มเสถียรภาพของอุปทานไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน ส่งผลให้ธุรกิจ/ผู้ประกอบการโรงไฟฟ้ามีแนวโน้มเร่งลงทุนในกลุ่มดังกล่าวตั้งแต่ปี 2564 เป็นต้นไป
การปรับเกณฑ์ด้านพลังงาน ได้แก่
• การเปิดเสรีนำเข้าก๊าซธรรมชาติ LNG โดยอนุญาตให้เอกชนรายใหม่สามารถจัดหาและค้าส่งก๊าซธรรมชาติ (LNG Shipper) จากปัจจุบันที่ตลาดมีผู้รับอนุญาตน้อยราย ซึ่งอาจทำให้ก๊าซในประเทศมีราคาถูกลง
• การปรับลดอัตราสำรองน้ำมันดิบของโรงกลั่นและผู้ค้าเป็น 4% ของปริมาณการจำหน่ายจากอัตราเดิม 6% (มีผล 1 พฤษภาคม 2563 - 30 มิถุนายน 2564) และเพิ่มเป็น 5% (ตั้งแต่ 1 กรกฎาคม 2564) ทั้งนี้ เพื่อลดต้นทุนการสต็อกน้ำมันของผู้ประกอบการ
• การเลื่อนแผนยกเลิกการอุดหนุนน้ำมันเชื้อเพลิง Gasohol E20 E85 และ Diesel B10 และ B20 ออกไปอีก 2 ปี จากเดิมต้องดำเนินการภายในปี 2565 เป็นภายในปี 2567 อาจช่วยผลกระทบที่จะเกิดกับอุตสาหกรรมเอทานอลและน้ำมันปาล์มจากปริมาณการใช้เชื้อเพลิงที่ลดลงในช่วง COVID-19
• การกำหนดมาตรฐานไอเสียรถยนต์เพื่อลดผลกระทบด้านมลภาวะทางอากาศและปัญหาฝุ่น PM 2.5 โดยเลื่อนเวลาบังคับใช้มาตรฐานไอเสียรถยนต์ ได้แก่ มาตรฐานยูโร 5 และ 6 เป็นภายในปี 2567 และ 2568 จากเดิมปี 2564 และ 2565 ตามลำดับ การปรับเกณฑ์ดังกล่าวจะทำให้ผู้ผลิตมีต้นทุนการผลิตรถยนต์สูงขึ้นจากการพัฒนาเครื่องยนต์ตามมาตรฐานที่กำหนด
ด้านการค้า
ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค หรือ RCEP (Regional Comprehensive Economic Partnership)
ที่บรรลุผลการเจรจาร่วมกันแล้วเมื่อ 14 พฤศจิกายน 2563 คาดจะมีผลบังคับใช้หลังสมาชิกให้สัตยาบันทั้งหมดในราวครึ่งหลังของปี 2564 โดยเป้าหมายของการลดภาษีสินค้าสูงที่สุดถึง 99% ของจำนวนรายการสินค้าทั้งหมด คาดว่าจะเพิ่มปริมาณการค้าระหว่างไทยกับประเทศสมาชิก (จากเดิม สัดส่วนการค้าระหว่างไทยกับกลุ่มประเทศ RCEP อยู่ที่ประมาณ 55.8% ของมูลค่าการส่งออกรวมของไทย) ขณะที่การลดอัตราภาษีระหว่างกัน จะเป็นโอกาสของตลาดสินค้าไทยในกลุ่มยานยนต์และชิ้นส่วน เม็ดพลาสติกและผลิตภัณฑ์พลาสติก เคมีภัณฑ์ ยางพาราและผลิตภัณฑ์ยาง ชิ้นส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ประมง อีกทั้งอาจดึงดูดประเทศสมาชิกอื่นนอกอาเซียนเข้ามาขยายฐานการผลิตสินค้าและบริการ และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่อง
สหราชอาณาจักรยกเลิก/ปรับลดอัตราภาษีศุลกากร
สำหรับประเทศที่ไม่มีข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) ระหว่างกันและไม่ได้รับสิทธิ GSP (มีผล 1 มกราคม 2564) ดังนี้ (1) ยกเลิกเก็บภาษีสำหรับสินค้าที่เดิมเสียภาษีไม่เกิน 2.5% ได้แก่ อัญมณีและเครื่องประดับ เครื่องปรับอากาศ และหน่วยเก็บเครื่องประมวลผลข้อมูลอัตโนมัติ (2) สินค้าเสียภาษีอัตราไม่เกิน 20% จะปรับลดไม่เกิน 2.5% เช่น ส่วนประกอบและอุปกรณ์ของยานยนต์ และแว่นตา (3) สินค้าเสียภาษีอัตรา 20-50% จะปรับลดไม่เกิน 5% เช่น ปลาแปรรูป และยานยนต์น้ำหนักไม่เกิน 5 ตัน และ (4) สินค้าเสียภาษีอัตรา 50% หรือมากกว่า จะปรับลดไม่เกิน 10% เช่น สินค้าในกลุ่มยาสูบ คาดว่าจะหนุนให้สินค้าส่งออกของไทยในกลุ่มที่เกี่ยวข้องได้ประโยชน์
สหรัฐ ระงับการให้สิทธิ GSP สำหรับผลิตภัณฑ์เซรามิกของไทย 473 รายการ
เช่น กระเบื้องเซรามิก เครื่องสุขภัณฑ์ ลูกถ้วยไฟฟ้า ของชำร่วยและเครื่องประดับ เครื่องใช้บนโต๊ะอาหาร และถ้วยชามเซรามิก เป็นต้น (มีผล 25 เมษายน 2563) ทำให้ผู้ประกอบการมีต้นทุนในการส่งออกสูงขึ้น (สหรัฐ เป็นตลาดส่งออกผลิตภัณฑ์เซรามิกอันดับ 2 ของไทย (ข้อมูลปี 2562) มีส่วนแบ่งตลาด 10% ของยอดส่งออกเซรามิกทั้งหมด (รองจากญี่ปุ่น 40%))
ปรับปรุงความตกลงว่าด้วยการค้าบริการอาเซียน (ASEAN Trade in Services Agreement: ATISA)
ที่มุ่งเน้นการเปิดเสรีอย่างเต็มที่ (มีผลปี 2564) จะครอบคลุมการค้าบริการ 155 สาขา เพิ่มขึ้นจากกรอบความตกลงว่าด้วยการค้าบริการของอาเซียน (ASEAN Framework Agreement on Services: AFAS) ฉบับก่อนหน้าที่ครอบคลุมเพียง 128 สาขา ซึ่งประเทศสมาชิกต้องปฏิบัติกับนักธุรกิจต่างชาติตามหลักการปฏิบัติเยี่ยงชาติที่ได้รับความอนุเคราะห์ยิ่งโดยอัตโนมัติ (Automatic MFN) โดยไม่มีข้อยกเว้น อาจช่วยหนุนให้มีการลงทุนในธุรกิจบริการของไทยเพิ่มขึ้น
คณะกรรมการการแข่งขันการค้า (กขค.) เตรียมออกประกาศแนวทางปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม ระหว่างธุรกิจให้บริการดิจิทัลแพลตฟอร์มรับส่งอาหารกับธุรกิจร้านอาหาร (Guideline food delivery)
เพื่อดูแลการประกอบธุรกิจรับและส่งอาหารตามสั่งอย่างเป็นธรรมและส่งเสริมการแข่งขันอย่างเสรี (ปัจจุบันอยู่ระหว่างรอประกาศลงราชกิจจานุเบกษา คาดมีผลบังคับใช้ในปี 2564)
ด้านอื่นๆ
• การยกเว้นค่าธรรมเนียมรายปีสำหรับธุรกิจโรงแรมปีละ 40 บาทต่อห้อง (มีผล 1 กรกฎาคม 2563 - 30 มิถุนายน 2565) เพื่อเยียวยาผู้ประกอบการธุรกิจโรงแรมที่ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการแพร่ระบาดของโรค COVID-19
• สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) เตรียมประกาศให้ยางหล่อดอกซ้ำเป็นสินค้าควบคุม โดยเฉพาะยางรถขนาดใหญ่ (ขนส่งผู้โดยสารเกิน 9 ที่นั่งรวมคนขับ) รถขนสินค้า และรถพ่วง เพื่อให้อุตสาหกรรมหล่อดอกยางผลิตสินค้าที่มีคุณภาพตามมาตรฐาน สมอ. และมีความปลอดภัยในการใช้งาน ช่วยลดอุบัติเหตุจากการใช้ยางหล่อดอกซ้ำที่ด้อยมาตรฐาน (คาดมีผลบังคับใช้ปี 2564)
• การทบทวน/ยกเลิกกฎหมายและกฎระเบียบต่างๆ ที่ซ้ำซ้อนและไม่ทันสมัย (โครงการกิโยติน) อาทิ กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับ Visa และใบอนุญาตทำงาน (Work permit) ของชาวต่างชาติในประเทศไทย ซึ่งหากแล้วเสร็จจะส่งผลต่อธุรกิจในประเทศที่พึ่งพาแรงงานต่างชาติ
โดยสรุป มาตรการข้างต้นอาจเป็นทั้งโอกาส และความท้าทายต่อการดำเนินธุรกิจอยู่บ้าง อย่างไรก็ตาม การปรับปรุงกฎกติกาให้ทันสมัย สอดคล้องกับบริบทของเศรษฐกิจและสังคมโลกที่เปลี่ยนแปลงไป จะเป็นการวางรากฐานและสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเติบโตของธุรกิจ/อุตสาหกรรมต่างๆ ได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว
พิสูจน์อักษร โดย....สุรีย์ ศิลาวงษ์







