ไทยอย่าตกขบวน ‘ความยั่งยืน’

ไทยอย่าตกขบวน ‘ความยั่งยืน’

การเปลี่ยนแปลงของสภาวะอากาศ ทำให้ความ "ยั่งยืน" เป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญ ถึงเวลาที่ "รัฐบาลไทย" ต้องมองข้ามผลประโยชน์ที่ไม่ควรได้รับจากพ่อค้า "นายทุน" ที่ไม่ตระหนักถึงปัญหาโลกร้อน ขณะที่ "ธุรกิจ" ต้องให้ความสำคัญกับความยั่งยืนอย่างจริงจังไม่ใช่แค่คำโฆษณา

เมื่อวันที่ 22 ธ.ค.ที่ผ่านมา เครือ “เนชั่น” จัดสัมมนาใหญ่แห่งปี “Thailand Next : Sustainability Goal คำตอบธุรกิจสู่ความยั่งยืน” เพื่อค้นหาคำตอบ ทำอย่างไรให้เศรษฐกิจและสังคมไทยก้าวไปอย่างยั่งยืน ในรูปแบบ Virtual Forum

วิทยากรในงานประกอบไปด้วย ดร.ศุภชัย พานิชภักดิ์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ อดีตเลขาธิการ การประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา (UNCTAD) และอดีตผู้อำนวยการใหญ่ องค์การการค้าโลก (WTO) ให้เกียรติขึ้นปาฐกถาพิเศษ “เดินหน้าเศรษฐกิจไทย สู่เป้าหมายความยั่งยืน” ดร.ศุภชัยไม่ได้มองแค่มิติเศรษฐกิจ แต่ให้ความสำคัญกับชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของมนุษย์

ยังมีซีอีโอภาคเอกชนผู้มีบทบาทขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ได้แก่ เทอดเกียรติ พร้อมมูล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่กลยุทธ์องค์กรและความยั่งยืน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน), ภัคพล เลี่ยวไพรัตน์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ รับผิดชอบสายบัญชีและการเงิน บริษัท ทีพีไอ โพลีน เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) และ วาสินี ศิวะเกื้อ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่สายงานการเงิน และ ประธานคณะกรรมการความยั่งยืน ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย ที่มาฉายภาพทิศทางและแผนธุรกิจสู่ “ความยั่งยืน

เครือเนชั่นได้ทำหน้าที่สื่อ ซึ่งเชื่อว่าจะเป็นประโยชน์กับผู้เข้าร่วมงาน ภาคธุรกิจและประชาชนทั่วไป ให้ได้รับข้อมูลที่นำไปใช้ได้จริงและเห็นทิศทางอนาคต โลกปัจจุบันทั้งฝั่งผู้บริโภคและผู้ประกอบการ ต่างหันมาให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนแปลงสภาวะอากาศ เลื่อนขึ้นมาเป็นวาระลำดับต้นๆ ในการประกอบธุรกิจ ความยั่งยืนคือหัวใจหลัก เป้าหมายคือการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (net zero target) 

รัฐบาลแต่ละประเทศต่างหันหัวเรือในการทำการค้าสีเขียว  ทว่าการบรรลุเป้าหมายต้องการความร่วมมือทุกฝ่าย  โดยเฉพาะประเทศไทย ที่ยังนับว่าล่าช้าหากเทียบกับเวทีโลก เห็นได้จากเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา การประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 26 (COP26) ที่เมืองกลาสโกว์ ประเทศสกอตแลนด์ เวทีบนงานใหญ่ที่คึกคักเป็นพิเศษ

มีการบรรลุข้อตกลงเพื่อควบคุมปัญหาเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ผลักดันให้ยุติการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล ยกระดับกำหนดไทม์ไลน์และเดทไลน์ที่เร็วขึ้น เทรนด์ของโลกอนาคตจะต้องตอบสนองพฤติกรรมคนทั่วโลกที่เปลี่ยนไป 

รัฐบาลไทยจำเป็นต้องตระหนักและลงมือปฏิบัติ จะต้องมองข้ามผลประโยชน์ที่ไม่ควรได้รับจากพ่อค้านายทุนบางรายที่ยังไม่ตระหนักถึงปัญหาโลกร้อน เพราะภาคเอกชนส่วนใหญ่โดยเฉพาะบริษัทขนาดยักษ์ล่าสุดต่างยืนยันถึงความพร้อมในการทำธุรกิจสีเขียว ขอเพียงสัญญาณและนโยบายที่ชัดเจนจากรัฐบาล

ผู้นำประเทศจะต้องประกาศให้สาธารณะรับรู้ สั่งการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกกระทรวง รวมถึงสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) ซึ่งมีทีมงานมืออาชีพให้ลงมือปฏิบัติไปสู่เป้าหมายความยั่งยืน แม้วันนี้หากเทียบกับนานาชาติ ไทยยังขาดความตื่นตัว แต่ก็ยังไม่สาย