เฟดใช้ประเด็นการเติบโตเศรษฐกิจเพื่อหักล้างกังวลนโยบาย

เฟดใช้ประเด็นการเติบโตเศรษฐกิจเพื่อหักล้างกังวลนโยบาย

เฟดดำเนินนโยบายการเงินเข้มงวดขึ้น แต่ปรับเพิ่มการเติบโตเศรษฐกิจ เฟดรับลดการซื้อพันธบัตร (tapering) ลง 3 หมื่นล้านดอลลาร์ฯ และส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ย 3 ครั้งในปี 2565 ผ่านมุมมองดอกเบี้ยของกรรมการรายบุคคล (Dot plot)

ทั้งนี้ โทนของการดำเนินการดังกล่าวควรสร้างความกังวลให้กับตลาด แต่เฟดใช้การสร้างความเชื่อมั่นความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจเพื่อมาหักล้างความกังวลเกี่ยวกับการดำเนินนโยบาย (เศรษฐกิจแข็งแกร่งขึ้นจนการดำเนินนโยบายผ่อนคลายไม่จำเป็น) โดยปรับเพิ่มประมาณการ GDP ปี 2565 เป็น 4% (จาก 3.8%) ประกอบกับการดำเนินนโยบายดังกล่าวเป็นไปตามที่ตลาดคาดไว้ล่วงหน้า ส่งผลให้นักลงทุนตอบรับค่อนข้างบวกต่อการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินเมื่อคืนนี้ และถือเป็นปฎิกิริยาที่ดีกว่าที่เราเคยคาดการณ์

ภาพรวมการลงทุนยังบวกแต่จะเลือกตัวมากขึ้น เรามองภาพรวมการลงทุนยังบวกจากวงจรสภาพคล่องที่ยังปรับเพิ่มแม้จะด้วยอัตราที่ชะลอลง ขณะที่ยังอยู่ห่างจากช่วงปรับลดสภาพคล่อง (tightening phase) อย่างไรก็ตามตลาดจะเริ่มเตรียมพร้อมสำหรับวงจรดอกเบี้ยขาขึ้น (rate hike cycle) ที่จะตามมาในปีหน้า ซึ่งจะทำให้ตลาดอาจลดน้ำหนัก หรือเพิ่มความระวังในกลุ่มหรือหุ้นรายตัวที่มีหนี้สูง มีความสามารถในการทำกำไรต่ำ หรือซื้อขายด้วย valuation ที่แพง (อาจต้องระวังอิเล็กทรอนิกส์ และกลุ่มไฟฟ้า มากขึ้น) ขณะที่กลุ่มได้ประโยชน์จากดอกเบี้ยและผลตอบแทนพันธบัตรที่ปรับขึ้น อาทิ ธนาคาร ประกัน อสังหาริมทรัพย์ สื่อสาร คาดว่าจะเคลื่อนไหวได้ดีกว่าตลาด และมีความผันผวนในระดับที่ต่ำกว่า
 

 

ธีมการลงทุนระยะสั้น 1) วัฏจักรดอกเบี้ยขาขึ้น บวกกับกลุ่มธนาคารและประกัน อาทิ BBL, KBANK, SCB, TIPH 2) หุ้นบริโภคในประเทศ CPN, CRC, CPALL, MAKRO 3) ความขัดแย้งสหรัฐฯ-จีน หนุนการย้ายฐานผลิตมาไทย บวกกับ AMATA, WHA, ROJNA, CCET, SMT 4) กลุ่มการเงินหรือ IPO ที่ยังขึ้นน้อย IFS, PIN, ONEE, CV, UBE, DMT, ASW 5) ทยอยสะสม สื่อสาร สาธารณูปโภค ADVANC, DTAC, FTREIT, WHART, GULF, GPSC, EGCO, RATCH, EASTW, WHAUP, TTW 6) หุ้นที่มีแรงซื้อหนาแน่นวานนี้ (7 ธ.ค.) KBANK, CPALL, KTB, SCB, AOT, MINT, KCE, HMPRO, CPN, BBL 7) กลุ่มได้ประโยชน์จากโควิด BCH, CHG, STA, STGT, SMD, WINMED อาจฟื้นช่วงสั้น แต่เราคงมุมมองระวังจากกำไรที่ผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว โดยชอบ RAM จากการที่ราคา mis-pricing สินทรัพย์และความสามารถในการทำกำไร

ภาพรวมกลยุทธ์: การยืนเหนือ 1,620 ได้ และความเสี่ยงเกี่ยวกับการดำเนินนโยบายจากเฟด ที่เปิดเผยออกมาแล้ว ทำให้ตลาดมีโอกาสกลับมา buy on fact และมีโอกาสเกิด rally ช่วงสั้นได้ และตลาดจะเริ่มมอง cycle ดอกเบี้ยขาขึ้นในปีหน้า //หุ้นแนะนำ: KBANK*, RAM*, EA*, ONEE*

แนวรับ: 1,608 / แนวต้าน : 1,630-1,650 จุด สัดส่วน : เงินสด 50% : พอร์ตหุ้น 50%
 

ประเด็นการลงทุน
 

อัดแพ็คเกจหั่นราคาอีวี' 20% คาดชงครม.ธ.ค. - รัฐบาลเตรียมประกาศมาตรการกระตุ้นตลาดอีวี เร่งชง ครม.ใน ธ.ค.นี้ ส่งเสริม 2 กลุ่มรถต่ำกว่า 2 ล้าน ลดราคา 20% อุ้มผ่านลดภาษีนำเข้า หั่นสรรพสามิตเหลือ 2% ใช้เงินกองทุนเพิ่ม 

ตลท.ปิดเฮียลิ่งสกัดหุ้นร้อน - ตลท.สรุปผลเฮียริ่ง ปรับมาตรการกำกับหุ้นเก็งกำไรสูง-ตลาดร้อนแรง ไร้ปัจจัยรองรับ จับตาการห้ามซื้อขายหลักทรัพย์เป็นการชั่วคราวเป็นระยะเวลา 1 วันทำการ เป็นมาตรการระดับ 3

คาดการณ์หุ้นเข้า-ออก SET50/SET100 – หุ้นที่คาดการณ์ว่าจะถูกนำเข้า/ถอดออก จากการคำนวณดัชนี SET50/SET100 ในช่วง 1H65 ได้แก่ SET50: IN (+) TIDLOR, BANPU, KEX // OUT (-) DELTA, BJC, STA และ SET100: IN (+) TIDLOR, KEX, STARK, BPP, EPG, TIPH, DCC // (-) TKN, ICHI, AAV, SINGER, DELTA, JAS, NRF

TFEX ปรับหลักประกัน – สัญญาซื้อขายล่วงหน้า SET50 ปรับลดลงเป็น 4,580 บาท/สัญญา (จาก 5,260 บาท/สัญญา) มีผล 20 ธ.ค.64 ขณะเดียวกันปรับลดเงินประกันสำหรับสัญญาล่วงหน้าอ้างอิงดัชนี โดย ปรับลด ENERGY และ FOOD แต่ปรับเพิ่มสำหรับ ICT

 

ประเด็นติดตาม: - 16-17 ธ.ค. – ตลท.ประกาศปรับหุ้นในSET50/SET100 / 17 ธ.ค. – FTSE Rebalancing Effective date

(* หมายถึง หุ้นทางกลยุทธ์ ซึ่งอาจมีคำแนะนำต่างกับพื้นฐาน หรือที่ไม่ ได้อยู่ในการวิเคราะห์ของ UOBKH ซึ่งนักลงทุนควรพิจารณาตั้งจุดตัดขาดทุน 3-5% ของราคาที่เข้าซื้อ)