พบผู้เสียชีวิตจากโอมิครอนรายแรก (14 ธ.ค. 64)

พบผู้เสียชีวิตจากโอมิครอนรายแรก (14 ธ.ค. 64)

วันจันทร์ที่ผ่านมาดัชนีเคลื่อนไหวในแดนบวกตลอดช่วงการซื้อ-ขาย ดัชนีปิดบวกราว 8 จุด จากแรงซื้อในหุ้นที่มีปัจจัยเฉพาะตัว เช่น JAS, NEX ปัจจัยในประเทศมาจากที่ประชุม ศบค. ได้ยกเลิกพื้นที่ควบคุมสูงสุด (สีแดง)-เพิ่มพื้นที่สีฟ้าเป็น 8 จังหวัด และกำหนดมาตรการจัดงานปีใหม่

ส่วนปัจจัยต่างประเทศที่นักลงทุนจับตามองในสัปดาห์นี้ คือการประชุมนโยบายการเงินของ FED และ ECB ส่งผลให้ดัชนี SET Index ปิดตลาดที่ 1,625.83 จุด +7.60 จุด +0.47% มูลค่าการซื้อขาย 71,440 ลบ.ต่างชาติ +1,274.63 ลบ. TFEX -3,873 สัญญา ตราสารหนี้ -1,785.57 ลบ.

 

ปัจจัยบวก

+ คณะนักวิจัยจากศูนย์การแพทย์ชีบาและศูนย์การทดลองด้านไวรัสวิทยาของกระทรวงสาธารณสุขอิสราเอลเปิดเผยผลการศึกษาระบุว่าการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ของไฟเซอร์/ไบออนเทค 3 เข็มสามารถป้องกันการติดเชื้อสายพันธุ์โอมิครอนได้อย่างมีนัยสำคัญ
+ ญี่ปุ่นเปิดเผยว่ายอดสั่งซื้อเครื่องจักรพื้นฐานซึ่งไม่รวมเครื่องจักรสำหรับอุตสาหกรรมต่อเรือและสาธารณูปโภคไฟฟ้าปรับตัวขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 3 เดือน บ่งชี้ว่าบริษัทเอกชนของญี่ปุ่นมีการใช้จ่ายเพิ่มขึ้นและเศรษฐกิจกำลังฟื้นตัวมากขึ้นด้วย ขณะที่ปัญหาคอขวดด้านอุปทานเริ่มบรรเทาลง
+ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินเม็ดเงินใช้จ่ายของคนกรุงเทพฯในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2565 รวมน่าจะอยู่ที่ประมาณ 30,500 ล้านบาท +7%YoY (กรณีไม่มีการระบาดรุนแรงเพิ่มเติม) จาก -4.4%YoY ในปี 63
+คลังส่งสัญญาณเตรียมออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเป็นของขวัญปีใหม่
+ ศบค.รายงานสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัส โควิด-19 ในประเทศวันนี้ พบผู้ติดเชื้อรายใหม่รวม 2,862 ราย ATK 2,471 ราย เสียชีวิต 37 ราย ไทยพบผู้ติดเชื้อโควิดโอมิครอนจากตปท.แล้ว 8 ราย รอยืนยันอีก 3 ราย

 

ปัจจัยลบ

- ดัชนีดาวโจนส์ปิดลดลง 320.04 จุด -0.89% โดยหุ้นกลุ่มสายการบินและกลุ่มเรือสำราญดิ่งลงอย่างหนักเนื่องจากนลท.กังวลการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอน ล่าสุดอังกฤษยืนยันพบผู้เสียชีวิตจากไวรัสโอมิครอนรายแรกในประเทศ และเตือนว่าอังกฤษกำลังเผชิญกับการแพร่ระบาดระลอกใหญ่ของไวรัสสายพันธุ์ดังกล่าว
 

- ราคาน้ำมันดิบ ลดลง 38 เซนต์ -0.5% ปิดที่ 71.29 ดอลลาร์/บาร์เรล กังวลว่าการแพร่ระบาดของไวรัส โควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอนอาจทำให้หลายประเทศกลับมาใช้มาตรการล็อกดาวน์อีกครั้ง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและความต้องการใช้น้ำมัน
- นายบอริส จอห์นสัน นายกฯอังกฤษเตือนว่าอังกฤษกำลังเผชิญกับ "คลื่นยักษ์" ของไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอนและวัคซีน 2 โดสไม่เพียงพอที่จะควบคุมไวรัสสายพันธุ์ดังกล่าว
- รมว.ของกลุ่มประเทศ G7 กังวลนโยบายเศรษฐกิจเชิง "บีบบังคับ" ของจีน ซึ่งถูกเรียกว่าเป็นนโยบาย "กับดักหนี้" ที่พุ่งเป้าไปยังกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา
- จนท.สาธารณสุขของเมืองเทียนจิน ซึ่งเป็นเมืองท่าทางตอนเหนือของจีนตรวจพบผู้ติดเชื้อโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอนเป็นรายแรกในประเทศ

 

แนวโน้มตลาดวันนี้  

คาดดัชนีในวันนี้มีโอกาสปรับตัวลงตามทิศทางตลาดต่างประเทศ โดยมีแรงกดดันจากการยืนยันพบผู้เสียชีวิตจากไวรัสโอมิครอนรายแรกในประเทศอังกฤษ ประกอบกับนักลงทุนยังติดตามการประชุมเฟดในวันที่ 14-15 ธ.ค. มองกรอบดัชนีในวันนี้ที่ 1,615-1,630 จุด

 

กลยุทธ์การลงทุน    

• หุ้นที่มีโอกาสเข้าคำนวณ SET50 : หุ้นเข้า BANPU TIDLOR หุ้นออก BJC DELTA STA , SET100 : หุ้นเข้า BLA BPP EPG RCL SIRI STARK TTA หุ้นออก AAV ICHI JAS NRF PRM PSL TKN
• ส่งออกเดือน ต.ค. ขยายตัว AH SAT NER KCE HANA TWPC JUBILE
• หุ้น Reopening Play : หุ้นกลุ่มท่องเที่ยว MINT ERW CENTEL AWC SHR AOT AAV BA หุ้นกลุ่มขนส่ง BEM BTS หุ้นกลุ่มห้างสรรพสินค้า CPN CRC MBK
• FTSE Rebalance มีผล 17 ธ.ค. : FTSE All World Index : ไม่มีหุ้นเข้า-ออก ,FTSE All Cap : หุ้นเข้า TIDLOR หุ้นออก ไม่มี ,FTSE Micro Cap : หุ้นเข้า AMR ASW DMT GROREIT INETREIT NSL SNNP หุ้นออก ไม่มี

 

 

หุ้นรายงานพิเศษ  

                                 IP (Bloomberg Consensus 24.0 บาท)

•ผู้บริหารตั้งเป้ารายได้ปี 65 เติบโตสู่ 1.5-1.6 พันลบ. โดยได้แรงหนุนจากการรับรู้รายได้จาก Modern Pharma โรงงานผลิตยาของ เทวา ฟาร์มา และการเข้าซื้อธุรกิจร้านขายยา Lab Pharmacy เป็นตัวหนุนรายได้ ทั้งนี้จากการขยายการลงทุนสู่ต้นน้ำและปลายน้ำช่วยหนุนให้บริษัทมีโอกาสเติบโตต่อเนื่องในอีก 5 ปีต่อจากนี้สู่ 3 พันลบ. และอยู่ระหว่างทำ telemedicine และ televet ซึ่งเป็นการขายทาง online

•ความเห็น เรามีมุมมองบวกต่อรายได้และผลประกอบการของ IP ในปี 65 หลังมีการซื้อกิจการอย่างต่อเนื่องและกิจการในเครือเริ่มทำกำไรได้ อย่างไรก็ตาม ด้วยราคาในปัจจุบันซื้อขายที่ PE Ratio สูงถึง 80 เท่า ซึ่งสูงกว่าหุ้นในอุตสาหกรรมที่มีค่าเฉลี่ย 30-40 เท่า เราจึงแนะนำ ซื้อเมื่ออ่อนตัว

 

หุ้นมีข่าว

(+) NEX (Bloomberg Consensus 25.00 บาท) ได้งานทดสอบยานยนต์หัวลากไฟฟ้า ร่วมกับยักษ์ขนส่ง "มนต์ทรานสปอร์ต" หนุนโอกาสคว้างานรถบรรทุก 2 พันคัน แย้มเจรจาลูกค้ากว่า 5 ราย มั่นใจกำลังการผลิตโรงประกอบเต็มที่ 6 พันคัน เตรียมเปิดโรงงานประกอบรถไฟฟ้าอย่างเป็นทางการมกราคมปีหน้า ดันผลประกอบการปีหน้าเทิร์นอะราวด์แรง (ที่มา ทันหุ้น)

(+) BYD (Bloomberg Consensus - บาท) ปรับโครงสร้างวางเกมบริการเดินรถประจาทาง ปรับโฉมให้เป็น e-BUS ขนส่งมวลชนสุดล้ำตรวจสอบเส้นทาง ระยะเวลารถเข้าป้ายแม่นยำ ปักธงปี 2565 ผลงานเทิร์นอะราวด์ รายได้โต 3 เท่า จากปี 2564 ธุรกิจผ่านจุดต่ำสุด พลิกกลับมามีกำไร ปรับโครงสร้างเป็นบริษัท โฮลดิ้งในปี 2566 ธุรกิจหลักทรัพย์เติบโตดี ดีลงาน IB ต่อเนื่อง (ที่มา ทันหุ้น)

(+) SCGP (Bloomberg Consensus 70.25 บาท) ปิดดีลเข้าถือหุ้น 85% ใน “เดลต้าแล็บ” ที่ประเทศสเปน งบลงทุนกว่า 3,200 ล้านบาท รุกตลาดบรรจุภัณฑ์ทางการแพทย์ระดับโลก เริ่มรับรู้รายได้เข้ามาทันที ธ.ค. นี้ ขณะที่ “เอสซีจี เคมิคอลส์” ตั้งบริษัทย่อยในจีน เปิดช่องธุรกิจจัดจำหน่ายโพลิเมอร์ (ที่มา ข่าวหุ้น)

(+) IMH (Bloomberg Consensus 21.45 บาท) ประกาศจับกระแส "Health Tech" เปิดตัวธุรกิจใหม่ "IMH Central Lab" เจาะฐานลูกค้าตรวจวิเคราะห์ Routine และ Special Lab ครบวงจร พร้อมรับงานทั้งภาครัฐและเอกชน หวังรองรับ Demand ที่เพิ่มขึ้นจากสถานการณ์โควิด ตั้งเป้ารายได้ปีแรก 250 ล้านบาท เริ่มบุ๊กไตรมาส 1/2565 โตเฉลี่ย 30% (ที่มา ทันหุ้น)