ซีพีเอฟ ติดอันดับบริษัทกลุ่มหลักทรัพย์ “ESG 100” เป็นปีที่ 5

ซีพีเอฟ ติดอันดับบริษัทกลุ่มหลักทรัพย์ “ESG 100” เป็นปีที่ 5

ซีพีเอฟ ได้รับการคัดเลือกบริษัทจดทะเบียนกลุ่มหลักทรัพย์ ESG 100 ประจำปี 2564 สะท้อนการบริหารจัดการธุรกิจด้วยความโปร่งใสโดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สังคม ธรรมาภิบาล และสร้างความมั่นคงทางอาหาร

นายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ กล่าวว่า  สถาบันไทยพัฒน์ ได้คัดเลือกให้ซีพีเอฟ เป็นบริษัทจดทะเบียนกลุ่มหลักทรัพย์   ESG 100 ประจำปี 2564  ในกลุ่มเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร  (Agro & Food Industry)  ถือเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของบริษัท

ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการดำเนินงานด้านความยั่งยืนอย่างเข้มแข็งและรอบด้าน มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ เพื่อขับเคลื่อนเป้าหมายความยั่งยืนระดับสากล สอดคล้องกับการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ (Sustainable Development Goals: SDGs) เพื่อสร้างสมดุลการดำเนินธุรกิจในมิติเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม สร้างความมั่นคงและการเติบโตของรายได้อย่างต่อเนื่อง

รวมถึงความเชื่อมั่นให้กับคู่ค้าธุรกิจ นักลงทุน และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ทั้งในสถานการณ์ปกติ และสถานการณ์ที่มีความไม่แน่นอนจากวิกฤติโควิด-19 ภายใต้ปรัชญา 3 ประโยชน์สู่ความยั่งยืนคือ ประโยชน์ของประเทศชาติ ประชาชน และบริษัทเป็นลำดับสุดท้าย 

 

"การได้รับคัดเลือกจัดอันดับครั้งนี้ เป็นปีที่ 5 แล้ว พิสูจน์ถึงจุดยืนของซีพีเอฟ ในการสร้างความมั่นคงทางอาหาร  ส่งมอบอาหารปลอดภัย มีโภชนาการที่ดี ตลอดจนการพัฒนานวัตกรรมอาหารที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและบริการที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคในอนาคต เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและความมั่นใจให้ผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย"

 

 จากการดำเนินธุรกิจตามหลัก ESG ที่บริษัท ให้ความสำคัญมาโดยตลอด  ซึ่งความสำเร็จในวันนี้ นอกจากจะมาจากนโยบายที่ดีแล้ว พนักงานและบุคลากรยังเป็นกลไกขับเคลื่อนสำคัญ ในการทำกิจกรรมในพื้นที่ต่างๆ การมีส่วนร่วมในการพัฒนาสังคม การทุ่มเทของบุคคลในการสร้างสรรค์สังคมที่ดี

     

นายประสิทธิ์ กล่าวว่า ตลอดระยะเวลาของการแพร่ระบาดของโควิด-19 นับเป็นความท้าทายของการบริหารธุรกิจที่ปรับเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว เพื่อให้ธุรกิจเดินหน้าอย่างต่อเนื่องโดยไม่หยุดชะงัก ด้วยการดูแลพนักงานในประเทศไทย 70,000 คน และครอบครัวของพนักงานให้มีสุขภาพดีและปลอดภัย และส่งต่อนโยบายดังกล่าวไปยังกิจการในต่างประเทศเพื่อความปลอดภัยของทุกคน

 

ควบคู่ไปกับการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมในฐานะ “พลเมืองที่ดี” (Good Corporate Citizen) จากการส่งมอบอาหารให้กับคนไทยทุกกลุ่มตลอดระยะเวลา 2 ปี รวมถึงใส่ใจสมดุลสิ่งแวดล้อมจากการใช้พลังงานหมุนเวียนลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก  เพื่อร่วมบรรเทาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change)

        

นอกจากนี้   บริษัทดำเนินธุรกิจด้วยความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม เพื่อส่งมอบความปลอดภัยทางอาหาร ตามแนวทางการผลิตและการบริโภคอย่างยั่งยืน และนโยบายการบริหารจัดการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุดด้านพลังงาน ทรัพยากรน้ำ และขยะอาหารตามเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดห่วงโซ่อุปทาน สะท้อนความชัดเจน และต่อเนื่องของบริษัท ในการดำเนินธุรกิจตามวิถียั่งยืน   

 

ดร.พิพัฒน์ ยอดพฤติการ ประธานสถาบันไทยพัฒน์ กล่าวว่า การที่ซีพีเอฟ จัดอันดับอยู่ในกลุ่มหลักทรัพย์ ESG 100 อย่างต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นว่าบริษัท ดำเนินธุรกิจอย่างโดดเด่น โดยคำนึงถึงประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล ผู้มีส่วนได้เสียในห่วงโซ่การผลิต ตลอดจนผลตอบแทนต่อนักลงทุน 

"ซีพีเอฟ มีความสำเร็จหลายด้าน โดยเฉพาะสิ่งแวดล้อม การเข้าไปดูแล supply chain ทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ บริษัทมีการดำเนินงานด้าน ESG อย่างครบถ้วน และเป็นแนวโน้มที่บริษัทจดทะเบียนหันมาดำเนินการมากขึ้น" ดร.พิพัฒน์ กล่าว

 

ทั้งนี้ การจัดอันดับ ESG 100 พิจารณาข้อมูลจากการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) และผลประกอบการของบริษัทควบคู่ไปพร้อมกัน โดยในปี 2564 มีการคัดเลือกจาก 824 หลักทรัพย์จดทะเบียน โดย ซีพีเอฟ เป็นบริษัทที่เข้าอยู่ในทำเนียบ ESG 100 ในปี 2558 เป็นปีแรก  และในปีนี้ บริษัทได้รับการจัดอันดับเป็นปีที่ 5  

 

พิสูจน์อักษร โดย....สุรีย์  ศิลาวงษ์