วันอาทิตย์ ที่ 18 ตุลาคม 2569

Login
Login

ความชัดเจนโอมิครอนที่เพิ่มขึ้นน่าจะช่วยลดความกังวลให้กับตลาด

สินทรัพย์เสี่ยงฟื้นตัวหลังธนาคารกลางจีนอัดฉีดและโอมิครอนมีแนวโน้มไม่รุนแรง สินทรัพย์เสี่ยงโลกช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาผันผวนจากความไม่แน่นอนของเหตุการณ์สำคัญ 2 เรื่องคือ

1) ความกังวลว่าสกุลเงินดิจิตอลบางตัวที่มีลักษณะของกลไกตรึงค่าเงิน อาจได้รับผลกระทบหากมีการนำเงินทุนไปถือตราสารหนี้ของ Evergrande ที่มีความเสี่ยงผิดนักชำระ 2) ความกังวลความรุนแรงของโอไมครอนจะทำให้เศรษฐกิจถดถอย และ 3) เฟดมีโอกาสขึ้นดอกเบี้ยหรือดำเนินนโยบายการเงินตึงตัวเร็วกว่าคาด สำหรับความเสี่ยง 2 ประการแรก บรรยากาศรวมของตลาดดีขึ้น หลังธนาคารกลางจีน (PBOC) ดำเนินมาตรการอัดฉีดเงิน 1 หมื่นล้านหยวน (1.57 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ) เพื่อเพิ่มสภาพคล่องในระบบธนาคาร และลดอัตรากันสำรอง (RRR) ลง 0.5% เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ขณะที่ข้อมูลเกี่ยวกับสายพันธ์โอไมครอนที่ออกมาบ่งชี้ในทิศทางที่ความรุนแรงชะลอลงจากสายพันธ์เดลต้า ทำให้ตลาดคลายกังวลไปในระดับหนึ่ง 

 

ติดตามการดำเนินนโยบายการเงินของเฟดในการประชุม 14-15 ธ.ค. เงินเฟ้อที่ยืนในระดับสูงและสภาพคล่องจากนโยบายการคลังทำให้เฟดจำเป็นต้องพิจารณายุติมาตรการผ่อนคลายเร็วกว่าคาดการณ์เดิมเริ่มก่อความกังวลให้กับตลาด โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะสั้น 2 ปี ปรับเพิ่มขึ้น ขณะที่ผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาว 10 ปี ปรับลดลง หรือเกิด Flattening Yield Curve เป็นสัญญาณที่ตลาดมองว่าเฟดอาจขึ้นดอกเบี้ยในระยะไม่นานนัก สถานการณ์ดังกล่าวอาจกระทบต่อทิศทางเงินทุนไหลเข้าเอเชียและตลาดเกิดใหม่ในระยะสั้น จากแรงปรับพอร์ตรับวัฏจักรดอกเบี้ยขาขึ้น เรามองตลาดหุ้นไทยอาจผันผวนและมีพฤติกรรมคล้ายช่วงปลายปี 2558 ที่เป็นช่วงท้ายของการ tapering ก่อนการขึ้นดอกเบี้ยที่เริ่มธ.ค.58 นักลงทุนควรจับตาการส่งสัญญาณผ่านการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินสหรัฐฯ (FOMC) 14-15 ธ.ค.นี้

 


 

ธีมการลงทุนระยะสั้น 1) พลังงานทดแทนและรถไฟฟ้ารับ COP26 ดีกับ EA, NEX, SUPER 2) กลุ่มโภคภัณฑ์ป้องกันเงินเฟ้อ PTTEP, PTTGC, IVL, TOP 3) ผลตอบแทนพันธบัตรขยับขึ้น ซึ่งบวกกับกลุ่มธนาคารและประกัน อาทิ BBL, KBANK, SCB, TIPH 4) หุ้นบริโภคในประเทศ CPN, CRC, CPALL,  MAKRO 5) เรามองทยอยสะสม สื่อสาร สาธารณูปโภค ADVANC, DTAC, FTREIT, WHART, GULF, GPSC, EGCO, RATCH, EASTW, WHAUP, TTW 6) ผ่อนคลายเกณฑ์ LTV ได้แก่ SPALI, QH, PSH, ORI, LPN, LH, AP (ตามลำดับ) 7) ความขัดแย้งสหรัฐฯ-จีน หนุนการย้ายฐานผลิตมาไทย บวกกับ AMATA, WHA, ROJNA, CCET, SMT 8) กลุ่มการเงินหรือ IPO ที่ยังขึ้นน้อย IFS, PIN, ONEE, CV, UBE, DMT, ASW 9) กลุ่มได้ประโยชน์จากโควิด BCH, CHG, STA, STGT, SMD, WINMED ระวังแรงทำกำไร หลังข้อมูลบ่งชี้โอไมครอนอาจไม่รุนแรงมาก

ภาพรวมกลยุทธ์: ฟื้นตัวหลังข้อมูลบ่งชี้โอไมครอนน่าจะไม่รุนแรง อย่างไรก็ตามตลาดอาจผันผวนเป็นระยะากความกังวลการดำเนินนโยบายการเงินของเฟด ควรติดตามการส่งสัญญาณในการประชุม 14-15 ธ.ค. //หุ้นแนะนำ: PTG*, TTA*, CPN*, RAM*

แนวรับ: 1,565 / แนวต้าน : 1,585-1,600 จุด สัดส่วน : เงินสด 50% : พอร์ตหุ้น 50%

 

 

ประเด็นการลงทุน

สหรัฐรายงานจ้างงานนอกภาคเกษตรต่ำคาด - กระทรวงแรงงานสหรัฐเผยตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรเพิ่มขึ้นเพียง 210,000 ตำแหน่งในเดือนพ.ย. ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 581,000 ตำแหน่ง ขณะที่อัตราการว่างงานปรับตัวลงสู่ระดับ 4.2% ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 4.5%

IMF เร่งเฟดขึ้นดอกเบี้ยสู้เงินเฟ้อ - กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เรียกร้องให้ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เร่งการคุมเข้มนโยบายการเงิน ท่ามกลางความเสี่ยงจากเงินเฟ้อที่สูงขึ้น

ตรวจพบผู้ติดเชื้อโอไมครอนแรกแรกในไทย - กรมควบคุมโรค เผยตรวจพบนักท่องเที่ยวสหรัฐฯ ติดเชื้อโอไมครอนรายแรกในไทย แต่ยืนยันผู้สัมผัสเชื้อทั้งหมดเสี่ยงต่ำ

MAKRO - เปิดแผนธุรกิจหลังรวมโลตัส ปูพรหมขยายสาขาในภูมิภาคเอเชีย เน้นออนไลน์ตั้งเป้ายอดขายสูง 15-20% ภายใน 3 ปี

ประเด็นติดตาม: - 7 ธ.ค. – EU GDP 3Q21, 17 ธ.ค. – FTSE Rebalancing Effective date

(* หมายถึง หุ้นทางกลยุทธ์ ซึ่งอาจมีคำแนะนำต่างกับพื้นฐาน หรือที่ไม่ ได้อยู่ในการวิเคราะห์ของ UOBKH ซึ่งนักลงทุนควรพิจารณาตั้งจุดตัดขาดทุน 3-5% ของราคาที่เข้าซื้อ)