เอกชน จับตา “โอมิครอน” หวั่นระบาดหนัก ทำล็อคดาวน์ ฉุดเศรษฐกิจดิ่งอีกรอบ จี้รัฐเข้มป้องกัน หวังวัคซีนที่มีอยู่ประสิทธิภาพคุมได้
การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์ใหม่ “โอมิครอน (Omicron)” ที่มีจุดเริ่มต้นจากประเทศในทวีปแอฟริกาโดยองค์การอนามัยโลก (WHO) ประกาศให้เชื้อโควิดกลายพันธุ์ชนิดใหม่ที่พบทางตอนใต้ของทวีปแอฟริกา เป็นสายพันธุ์ที่ "น่ากังวล” ซึ่ง โอมิครอนถือเป็นเชื้อไวรัสโควิด-19 กลายพันธุ์ชนิดที่ 5 ที่องค์การอนามัยโลกจัดให้อยู่ในกลุ่มสายพันธุ์ที่น่ากังวล ต่อจากสายพันธุ์อัลฟา เบตา แกมมา และเดลตา
ภาหลังการแพร่ระบาดของ“โอมิครอน” ได้สร้างความหวาดผวาไปทั่วโลก ซึ่งผู้เชี่ยวชาญขอองค์การอนามัยโลก ระบุว่า ‘โอมิครอน’ แพร่ระบาดในอัตราเร็วที่สุด เร็วกว่าการระบาดของเชื้อกลายพันธุ์ทั้งหลายที่ผ่านมา ปัจจุบัน “โอมิครอน”กำลังแพร่ระบาดไปแล้วกว่า 40 ประเทศ ทั้งอังกฤษ สหรัฐ เบลเยียม อิสราเอล แคนาดา และฮ่องกง ซึ่งหากสถานการณ์มีแนวโน้มรุนแรงมากขึ้นอาจทำให้สถานการณ์ซ้ำรอยเหมือนเช่นการแพร่ระบาดของโควิดสายพันธุ์เดลต้าที่ทำให้เศรษฐกิจทั่วโลกหยุดชะงัก อีกทั้งยังไม่มีความชัดเจนว่า วัคซีนที่มีอยู่ในปัจจุบันจะสามารถป้องกันสายพันธุ์ดังกล่าวได้มากน้อยแค่ไหน หรือจะป้องกันได้กี่เปอร์เซ็นต์
ด้วยเหตุนี้เองหลายประเทศจำเป็นต้องงัดมาตรการคุมเข้มป้องกันการแพร่ระบาดโดยเฉพาะมาตรการจำกัดการเดินทาง เช่น การขึ้นบัญชีห้ามเที่ยวบินจากประเทศเสี่ยงเข้าประเทศ ไปจนถึงการปิดประเทศ ล่าสุด ญี่ปุ่นได้ยกระดับมาตรการคุมเข้ม โดยนายฟูมิโอะ คิชิดะ ของญี่ปุ่น นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ประกาศปิดประเทศโดยห้ามผู้โดยสารต่างชาติจากทุกประเทศทั่วโลกเข้าประเทศชั่วคราว เริ่มตั้งแต่หลังเที่ยงคืนของวันที่ 30 พ.ย. 2564
ขณะที่ประเทศไทยประกาศห้ามนักท่องเที่ยวจาก 8 ประเทศเสี่ยงทวีปแอฟริกาเดินทางเข้าประเทศไทย ตั้งแต่วันที่ 27 พ.ย.และกลับไปใช้มาตรการตรวจหาเชื้อโควิดด้วยวิธี RT-PCR แก่บุคคลต่างชาติที่เดินทางเข้าไทยเช่นเดิม หลังจากประกาศผ่อนคลายมาตรการไปเมื่อวันที่ 26 พ.ย. ที่ผ่านมา
ด้านภาคเอกชนกังวลต่อสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิดกลายพันธุ์โอมิครอนอาจส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากรัฐงัดมาตราการล๊อคดาวน์ปิดประเทศอีกครั้งหนึ่งก็ยิ่งทำให้เศรษฐกิจไทยที่กำลังฟื้นตัวดิ่งลงไปอีกและแทบมองไม่เห็นโอกาสที่จะฟื้นตัวในเร็ววัน
อย่างไรก็ตามทางหอการค้าไทย “สนั่น อังอุบลกุล” ประธานหอการค้าไทย ยังแสดงความเชื่อมั่นว่า รัฐบาลจะรับมือได้ จึงขอให้ทุกภาคส่วนอย่าเพิ่งตื่นตระหนก และต้องการ์ดสูง ป้องกันการระบาด อีกทั้ง ยังต้องรอความเห็นของทางการแพทย์ว่าวัคซีนที่ปัจจุบันใช้กันอยู่นั้นสามารถรับมือได้มากขนาดไหน ทั้งนี้ในวันที่ 8 ธ.ค.นี้ คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) จะมีการประชุมหารือกันเกี่ยวกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโอมิครอนกับผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย
ด้านผู้ส่งออกโดยนายชัยชาญ เจริญสุข ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย(สรท.)มองว่า ในระยะสั้นยังไม่ส่งผลกระทบต่อการส่งออกของไทยเนื่องจากยังมีคำสั่งซื้อมาอย่างต่อเนื่องนี้ สรท.ยังมั่นใจว่า การส่งออกของไทยจะเติบโตที่ 12-13 % แต่ปัญหาที่ผู้ส่งออกมองคือ วัคซีนที่ใช้ในปัจจุบันจะสามารถป้องกันโควิดสายพันธุ์ “โอมิครอน”ได้มากน้อยแค่ไหน ซึ่งขณะนี้ก็ยังไม่มีความชัดเจน
“หากชัดเจนว่าวัคชีนป้องกันโควิดสายพันธุ์โอไมครอนได้ก็ไม่มีปัญหา แต่หากป้องกันไม่ได้ก็เป็นเรื่องที่น่ากังวลต่อภาคการส่งออก”นายชัยชาญ กล่าว
ณ วันนี้ยังไม่ใครกล้าฟันธงได้ว่า “โอมิครอน”จะทำให้สถานการณ์เลวร้ายเหมือน”เดลต้า”หรือไม่ โดยเฉพาะวัคซีนป้องกันโควิดที่มีอยู่ในปัจจุบันประสิทธิภาพมากน้อยไหน ซึ่งต้องรอความชัดเจนจากผู้เชี่ยวชาญ แต่ที่แน่ๆวันนี้"โอมิครอน"ได้เขย่าโลกอีกครั้ง ซึ่งคงต้องเฝ้าระวังสถานการณ์กันอย่างใกล้ชิด เพราะแนวโน้มของการแพร่ระบาดเริ่มขยายวงกว้างมากยิ่งขึ้น ซึ่งคงต้องระมัดระวังและใช้มาตรการป้องกันอย่างเข้มงวดเป็นเบื้องต้นเพื่อรับมือ”โอโมครอน”







