GULF มีสามปัจจัยที่จะขับเคลื่อนการเติบโต

GULF มีสามปัจจัยที่จะขับเคลื่อนการเติบโต

ธุรกิจพลังงาน : สองโรงไฟฟ้าพลังนํ้า และหนึ่งโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ สำหรับโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำในประเทศลาวนั้น คาดว่า GULF จะถือหุ้น 30%-35% ทั้งของโครงการ Pak Beng กำลังการผลิต 912MW และโครงการ Pak Lay กำลังการผลิต 770MW

ผู้บริหารตั้งเป้าว่าทั้งสองโครงการจะสามารถเซ็น tariff MOU และ PPA ได้ในเดือนพฤศจิกายน 2564 และ 1Q65 ตามลำดับ (เร็วกว่าที่เราคาดไว้) ในขณะเดียวกัน ทางบริษัทยังได้ดำเนินการเรื่องสัญญา EPC และการจัดหาแหล่งเงินทุนควบคู่กันไปด้วย โดยทั้งสองโครงการคาดว่าจะเริ่ม COD ในช่วงปี 2571-2578สำหรับโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ GSRC กำลังการผลิต 2x625MW (875MWe) Unit 1 และ 2 เริ่ม COD ตามแผนไปแล้วเมื่อวันที่ 1 เมษายน และ 1 ตุลาคมตามลำดับ ในขณะที่ GRSC Unit 3 และ 4 จะถึงกำหนด COD ใน 2Q65 และ 4Q65 ตามลำดับ (ตามที่เราคาดไว้) ทั้งนี้ เราได้รวมมูลค่าของโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำทั้งสองโครงการ และ GSRC เข้าไว้ในการประเมินมูลค่าหุ้น GULF เรียบร้อยแล้ว

 

ธุรกิจ Logistic: แหลมฉบังเฟสที่ 3

โครงการ Public Private Partnership (PPP) แหลมฉบังเฟสที่ 3 (ท่าเรือ container น้ำลึก) น่าจะเซ็นสัญญาได้ในเดือนพฤศจิกายน 2564 ซึ่งจะเป็นไปตามที่เราคาดไว้ โดยท่าเรือแห่งนี้จะเป็นท่าเรือยุทธศาสตร์สำหรับอนาคต ซึ่งจะมีระบบ automation เต็มรูปแบบ ประกอบด้วย terminal F1 และ F2 ซึ่งตั้งเป้า CODในปี 2568 และ 2572 ตามลำดับ ทั้งนี้ เรายังไม่ได้รวมมูลค่าโครงการท่าเรือแหลมฉบังเฟสที่ 3 เข้ามาในการประเมินมูลค่า GULF

 

ธุรกิจดิจิทัล: Data Center

GULF ได้ลงนามใน MOU ร่วมกับ Singtel ในเดือนกันยายน 2564 เพื่อร่วมกันศึกษาแนวทางการพัฒนาธุรกิจ data center ในประเทศไทย โดยหุ้นส่วนทั้งสองจะถือหุ้นฝ่ายละ 50% โครงการนี้จะเป็นการใช้ประโยชน์จากจุดแข็งของทั้งสองบริษัทเพื่อก่อตั้งธุรกิจ data center ระดับแนวหน้าของประเทศไทย โดยใช้ green energy solution ทั้งนี้ เรายังไม่ได้รวมมูลค่าของโครงการ data center เข้าไว้ในการประเมินมูลค่า GULF

 

 

ปรับเพิ่มประมาณการกำไรจากธุรกิจหลักในปี 2565F จากการปรับขึ้นค่า Ft

เราปรับเพิ่มประมาณการกำไรจากธุรกิจหลักปี 2565F ขึ้นอีก 3.2% เพื่อสะท้อนถึงการปรับค่า Ft ตามประกาศของคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานจาก -0.1532 บาท/kWh เป็น +0.0139 บาท/kWh ตั้งแต่เดือนมกราคม 2565 ซึ่งจะส่งผลดีต่อรายได้ของ SPP ซึ่งเซ็นสัญญา PPA กับ IUs

 

Valuation & Action

เรายังคงคำแนะนำซื้อ และประเมินราคาเป้าหมาย DCF ปี 2565 ที่ 47.25 บาท ซึ่งยังไม่ได้รวมมูลค่าของโครงการแหลมฉบังเฟสที่ 3 และ Data Center ทั้งนี้ เราคาดว่ากำไรจากธุรกิจหลักของ GULF ใน 4Q64 จะเพิ่มขึ้นทั้ง YoY และ QoQ เนื่องจาก i) จะเป็นไตรมาสแรกที่เริ่ม COD โครงการ GSRC Unit 2 กำลังการผลิต 438MWe ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2564 ii) เป็นช่วง high season ของโรงไฟฟ้าพลังงานลมในประเทศเยอรมนี iii) เป็นไตรมาสแรกที่เริ่มรับรู้รายได้ equity income จาก INTUCH จากปกติที่ไม่มีรายได้จากเงินปันผลใน 4Q iv) ไม่มีกำหนดปิดซ่อมบำรุงโรงไฟฟ้ารอบกลาง หรือ รอบใหญ่ใน 4Q64F ทั้งนี้ ปัจจัยบวกต่าง ๆ ข้างต้นจะช่วยชดเชยแรงกดดันจากราคาก๊าซที่พุ่งสูงขึ้นใน 4Q64F (+5%-15%QoQ) และช่วง low season ของ IPPs และ SPPs เราคาดว่ากำไรจากธุรกิจหลักน่าจะโตต่อเนื่องในปี 2565F เนื่องจาก i) กำลังการผลิตใหม่ 2x438MWe จาก GSRC Unit 3 และ 4 ii) จะเป็นปีแรกที่รับรู้รายได้ equity income จาก INTUCH เต็มปี

 

Risks

ความล่าช้าในการจัดสรรกำลังการผลิตใหม่, การเปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์ของทางการ, โรงไฟฟ้าหยุดผลิตไฟฟ้า, และความล่าช้าในการก่อสร้างโครงการใหม่