วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

อ่อนตัวตามตลาดโลก (วันที่ 22 พฤศจิกายน 2564)

วันศุกร์ที่ผ่าน ดัชนีเคลื่อนไหวในแดนลบ เป็นส่วนใหญ่ หลังจากช่วงที่ผ่านมาดัชนีเป็นลักษณะปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง ทำให้ดัชนีเกิดการพักตัว ปิดบริเวณ 1,645 จุด

โดยในวันนี้หุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้าปรับตัวขึ้นโดดเด่น จากการที่ กกพ. ปรับค่า FT ขึ้น ประกอบกับหุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้าราคาค่อนข้าง laggard เมื่อเทียบกับ SET หรือ sector อื่นๆ ส่วนหุ้นกลุ่มธนาคารและ ICT ร่วงกดดันดัชนี จากที่ปรับตัวขึ้นมามากในช่วงก่อน ทั้ง SCB, KBANK, BBL และ TRUE-DTAC ที่เล่นเรื่องการควบรวมกิจการส่งผลให้ดัชนี SET Index ปิดตลาดที่ 1,645.06 จุด -5.96 จุด -0.36% มูลค่าการซื้อขาย 102,897 ลบ.ต่างชาติ -3,253.21 ลบ. TFEX -7,649 สัญญา ตราสารหนี้ +6,337.52 ลบ.


ปัจจัยบวก    

+ นายสก็อตต์ มอร์ริสัน นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย ได้เรียกร้องให้รัฐบาลผ่อนคลายข้อจำกัดด้านโควิด-19 เนื่องจากปัจจุบันอัตราการฉีดวัคซีนในประเทศมีความครอบคลุมเพิ่มมากขึ้น
+ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นเตรียมอนุมัติมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งครอบคลุมถึงการใช้จ่ายด้านการคลังสูงเป็นประวัติการณ์ถึง 55.7 ล้านล้านเยน (4.90 แสนล้านดอลลาร์) เพื่อรับมือกับผลกระทบทางเศรษฐกิจที่ยืดเยื้อซึ่งเกิดจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19
+ นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดการณ์ว่า ธนาคารกลางจีน (PBOC) จะคงอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้าชั้นดี (LPR) ทั้งประเภท 1 ปีและ 5 ปีในวันนี้ โดยมีเป้าหมายที่จะควบคุมความเสี่ยงในภาคอสังหาริมทรัพย์
+ สมาคมผู้ผลิตยานยนต์แห่งประเทศจีน (CAAM) เปิดเผยการคาดการณ์ว่าจีน ซึ่งเป็นตลาดรถยนต์ขนาดใหญ่ที่สุดในโลก จะมีจำนวนรถยนต์จดทะเบียนมากกว่า 300 ล้านคัน ภายในสิ้นปี 2565
+ สธ.กำหนดจัดสัปดาห์ฉีดวัคซีนโควิดสู่เป้า 100 ล้านโดสในช่วง 27 พ.ย.-5 ธ.ค.64
+ นักเศรษฐศาสตร์ มอง GDP ไทยกลับสู่ช่วงก่อนเกิดโควิดในปี 66 จากท่องเที่ยว
+/- ศบค.รายงานสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในประเทศวันนี้ พบผู้ติดเชื้อรายใหม่รวม 6,482 ราย มีผู้เสียชีวิต 49 ราย รักษาหาย 7,882ราย

 

 

 

ปัจจัยลบ

- ดัชนีดาวโจนส์ปิด ลดลง 268.97 จุด หรือ -0.75% โดยลดลงเป็นวันที่ 4 ในรอบ 5 วันทำการที่ผ่านมา เนื่องจากนักลงทุนวิตกกังวลเกี่ยวกับการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ระลอกใหม่ในยุโรป และการบังคับใช้มาตรการล็อกดาวน์ซึ่งจะกระทบเศรษฐกิจโลก
- ราคาน้ำมันดิบ WTI ร่วงลง 2.91 ดอลลาร์ หรือ 3.7% ปิดที่ 76.10 ดอลลาร์/บาร์เรล และในรอบสัปดาห์นี้ ร่วงลง 5.8% เนื่องจากนักลงทุนวิตกว่าจำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่เพิ่มขึ้นในยุโรปจะชะลอการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและกระทบความต้องการใช้น้ำมัน นอกจากนี้ นักลงทุนยังคาดว่า สหรัฐและจีนอาจจะระบายน้ำมันออกจากคลังสำรองทางยุทธศาสตร์เพื่อทำให้ราคาน้ำมันลดลง
- หน่วยงานด้านสาธารณสุขของเยอรมนีรายงานยอดผู้ติดเชื้อกว่า 65,000 ราย ซึ่งสูงเป็นสถิติใหม่ ขณะเดียวกัน ผู้เชี่ยวชาญหลายรายก็ได้ประกาศเตือนว่า จำนวนผู้ติดเชื้อที่แท้จริงอาจสูงกว่าตัวเลขที่รายงานถึง 2-3 เท่า
- การประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา (UNCTAD) ได้เปิดเผยรายงานว่า การพุ่งทะยานขึ้นทั่วโลกของอัตราค่าขนส่งสินค้าอาจผลักดันให้ราคาผู้บริโภคดีดตัวขึ้น 1.5% ในปีหน้า
- จีนออกมาเรียกร้องให้สหรัฐไม่นำการเมืองมาปนกับโอลิมปิก หลังประธานาธิบดีโจ ไบเดน แห่งสหรัฐเปิดเผยว่ากำลังพิจารณาคว่ำบาตรทางการทูตกับงานโอลิมปิกฤดูหนาวที่ปักกิ่งในเดือนก.พ. 2565

 

แนวโน้มตลาดวันนี้

คาดดัชนีในวันนี้มีโอกาสปรับตัวลงตามทิศทางตลาดต่างประเทศ จากแรงขายทำกำไรในหุ้นกลุ่มธนาคาร หลังปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง ประกอบกับแรงกดดันจากหุ้นกลุ่มพลังงาน จากราคาน้ำมันดิบ WTI ที่ปรับตัวลงแรง คาดดัชนีเคลื่อนไหวในกรอบ 1,633-1,657 จุด

 

กลยุทธ์การลงทุน  

• หุ้น Reopening Play : หุ้นกลุ่มท่องเที่ยว MINT ERW CENTEL AWC SHR AOT AAV BA หุ้นกลุ่มขนส่ง BEM BTS หุ้นกลุ่มห้างสรรพสินค้า CPN CRC MBK หุ้นกลุ่มร้านอาหาร AU M ZEN หุ้นกลุ่มค้าปลีก CPALL BJC MAKRO
• MSCI Global Small Cap Indexes หุ้นเข้า BEC TIPH TIDLOR หุ้นออก TKN
• ประเด็นปรับขึ้นค่า Ft จะเป็นตัวหนุนต่ออัตราการทำกำไรหุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้า EA SSP GPSC BGRIM

 

หุ้นรายงานพิเศษ  

                                    กลุ่มโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทน

•กกพ.เคาะขึ้นค่า Ft ปี 65 แบบขั้นบันได ทยอยเพิ่มงวดม.ค.-เม.ย.ที่ 16.71 สตางค์จากปัจจุบัน -15.32 สตางค์ในงวดก่อนหน้า มาอยู่ที่ 1.39 สตางค์ต่อหน่วย เนื่องจากราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในตลาดโลกเพิ่มสูงขึ้นมากในช่วงนี้ จึงเป็นเหตุทำให้ค่าเอฟที (ที่มาอินโฟเควสท์)

•ความเห็น เรามีมุมมองบวกต่อหุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนและโรงไฟฟ้าที่ขายไฟฟ้าให้แก่ลูกค้าในนิคมอุตสาหกรรม เนื่องจากการปรับขึ้นค่า Ft จะเป็นตัวหนุนต่ออัตราการทำกำไรจากที่ก่อนหน้านี้ต้องแบกรับต้นทุนที่ปรับตัวขึ้น โดยหุ้นที่เราชอบได้แก่ EA SSP GPSC BGRIM

 

หุ้นมีข่าว

(+) ORI (Bloomberg Consensus 13.40 บาท) ส่ง "ออริจิ้น เฮลท์แคร์" เข้าถือหุ้น 25% ใน THAI LEAF ทำธุรกิจสกัด CBD จากกัญชง เล็งทำกัญชงด้านการแพทย์ต่อยอดธุรกิจหลัก หวังให้บริการแก่ลูกบ้านในโครงการของบริษัท พร้อมตั้งเป้าจะนำ "ออริจิ้น เฮลท์แคร์" เข้าตลาดหุ้นภายใน 3-4 ปีข้างหน้า ในส่วนของ "บริทาเนีย" เตรียมจะนำเข้าจดทะเบียนภายในปลายปีนี้ (ที่มา ทันหุ้น)

(+) PACO (Bloomberg Consensus - บาท) รับออเดอร์ยาวถึงเดือนกุมภาพันธ์ปีหน้า มูลค่า 200-300 ล้านบาท เล็งเพิ่มเครื่องจักรอัพกำลังผลิต 40-50% ฟากบิ๊กบอส "สมชาย เลิศขจรกิตติ" เล็งคลอดสินค้ารถแข่งมาร์จิ้นสูง พร้อมขายในไตรมาสแรกปี 2565 พร้อมตั้งเป้ารายได้โตต่อ 20% จากปีนี้ คอนเฟิร์มยอดขายทั้งปีมาตามนัด 800 ล้านบาท (ที่มา ทันหุ้น)

(+) JUBILE (ราคาเหมาะสม 28.50 บาท) “ยูบิลลี่ฯ” ตั้งเป้าปีหน้ารายได้โต 2 หลัก หลังจากปีนี้เจอโควิด-19 กระทบแรง ยอมรับไตรมาส 3/64 เป็นจุดต่ำสุด ต้องปิดร้าน 51 สาขาในเขตกรุงเทพฯ นานเกือบ 2 เดือน แต่มั่นใจไตรมาส 4/64 ฟื้นตัว รายได้ดีกว่าปีก่อน หลังรัฐบาลคลายล็อกดาวน์-เปิดประเทศ เตรียมอัดแคมเปญกระตุ้นยอดขายโค้งสุดท้ายของปีนี้ (ที่มา ข่าวหุ้น)

(+) AS (Bloomberg Consensus 23.75 บาท) จ่อรับรู้รายได้จากเกม Real Yulgang Mobile เต็มไตรมาส บวกเข้าไฮซีซัน หนุนผลงานไตรมาส 4/2564 โตแรง มั่นใจรายได้รวมทั้งปี 2564 โต 15% ตามเป้าที่วางไว้ ดันสัดส่วนรายได้จากเกมโมบายเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 30%(ที่มา ทันหุ้น)