วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

กยท.ชู3ฐานพัฒนา“ยางพารา” ชาวสวน- ราคาโตอย่างยั่งยืน

กยท. ชี้ทิศทางราคายาง ปี 65 ยังขาขึ้น หลังสต็อกในประเทศ ต่างประเทศลดลง ผลผลิตมีน้อย เศรษฐกิจโลกฟื้น เคาะนโยบายขับเคลื่อนยางพาราระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ครบวงจร พร้อมหนุนคาร์บอนเครดิต จับมือผู้ผลิตล้อยางสร้างสุขภาพสังคมของเกษตรกร

นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เปิดเผยในการ เสวนา “ Talk About  Rubber”  ว่า ในปี 65 นี้ กยท.จะให้ความสำคัญกับ 3 กิจกรรมเป็นหลัก  คือ 1. เขตส่งเสริมนวัตกรรมยางพาราระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ (SECri) 2. Rubber Way  และ 3.การบริหารจัดการ Carbon Creditกับสวนยางพาราของประเทศไทย 

กยท.ชู3ฐานพัฒนา“ยางพารา”   ชาวสวน- ราคาโตอย่างยั่งยืน

            ทั้งนี้ เขตส่งเสริมนวัตกรรมยางพาราระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้  นั้น หรือเดิมเรียกว่า โครงการ  Rubber Valley ซึ่งเป็นโครงการการพัฒนาอุตสาหกรรมยางพาราในพื้นที่ อำเภอช้างกลาง จังหวัดนครศรีธรรมราช   พื้นที่ 3,500 ไร่  เพื่อรองรับการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ (Southern Economic Corridor) ของรัฐบาลสู่การพัฒนาและส่งเสริมอุตสาหกรรมยางพาราครบวงจร ครอบคลุมทั้งกิจกรรมต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม และขับเคลื่อนเศรษฐกิจยางพาราทั้งระบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอุตสาหกรรมปลายน้ำ

ปัจจุบันมีการศึกษาด้านความเหมาะสมและเสนอให้คณะกรรมการนโยบายยางธรรมชาติ (กนย.) พิจารณาและให้คณะรัฐมนตรี(ครม.)รับทราบแล้ว   โดย   มีองค์ประกอบหลักคือ ศูนย์ส่งเสริมเป็นเลิศทางด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมการเกษตรสวนยาง และอุตสาหกรรมยางตลอดห่วงโซ่มูลค่า

โรงงานแปรรูปยางพาราที่มีนวัตกรรมและเทคโนโลยี พื้นที่ต้นแบบของการจัดการสวนยางอย่างยังยืน พื้นที่ต้นแบบเกษตรสวนยางแบบผสมผสาน ศูนย์ส่งเสริมการสร้างผู้ประกอบการสตาร์ทอัพ ศูนย์บ่มเพาะความรู้และประยุกต์ใช้เทคโนโลยีให้แก่เกษตรกรชาวสวนยางและบุคลากรในอุตสาหกรรม นักวิจัย นักประดิษฐ์ นักนวัตกรรมในอุตสาหกรรมยางพารา และพื้นที่รองรับการขยายตัวในอนาคต

ในส่วนของ Rubber Way   จะให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการสวนยางรวมทั้งตัวเกษตรกรเอง โดยเป็นความต้องการของบริษัทผู้ผลิตล้อยางรายใหญ่ๆ เบื้องต้น กยท. ได้หารือกับมิชลิน และเห็นว่าควรดูแล ด้านสุขภาพสังคมของเกษตรกร เพื่อเอาไปตอบสังคมโลกว่า ไทยมีการจัดการด้านยางพาราอย่างไร ให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล ซึ่งจากที่สำรวจสวนยางที่ จ.สงขลาพบว่าเกษตรและสวนยางเข้าเกณฑ์ที่กำหนดไว้  แต่หากพบว่ายังมีกลุ่มที่ยังไม่ได้ตามเกณฑ์ กยท. จะมีกองทุนส่งเสริม

ส่วน การบริหารจัดการ Carbon Credit กับสวนยางพารา หรือโครงการลดปริมาณการปล่อยหรือดูดกลับก๊าซเรือนกระจกนั้นไทยมีความได้เปรียบเพราะสวนยาง เหมาะสมมากที่จะทำในเรื่องนี้ แม้ว่าห่วงโซ่การปลูกยางพาราจะมีการปล่อยคาร์บอน แต่สวนยางก็มีส่วนช่วยลดก๊าซเรือนกระจก ด้วย หากมีการบริหารจัดการที่ดี คาดว่าจะมีส่วนผลักดันให้  Carbon Credit ได้ตามเป้าหมาย และสามารถนำไปซื้อขายได้ เป็นการเพิ่มรายได้จากสวนยางอีกทางหนึ่งของเกษตรกร

ควบคู่ไปกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ภายใต้นโยบาย BCG MODEL ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ คือการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม ที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุล (Green Economy) สอดคล้องกับนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศไทย ที่ได้ลงนามในพิธีสารโตเกียว (Kyoto Protocol) ในการส่งเสริมโครงการที่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก จัดทำมาตรฐานการขึ้นทะเบียนคาร์บอนเครดิต รวมทั้งส่งเสริมการซื้อขายคาร์บอนเครดิตที่ได้รับการรับรอง

 "บริหารจัดการคาร์บอนเครดิตในพื้นที่สวนยางพารา” จะนำสวนยางพาราของ กยท.จำนวน 20,000 ไร่ ในพื้นที่ จ.นครศรีธรรมราช ใช้เป็นพื้นที่ต้นแบบเพื่อนำข้อมูล ความรู้ที่ได้มาถ่ายทอดสู่เกษตรกร/สถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง ผู้ประกอบกิจการยาง และผู้ที่สนใจทั่วไป

โดยมีการดำเนินงาน 2 ขั้นตอนคือ ในปี 2565 กยท.จะขึ้นทะเบียนเข้าร่วมโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย ( T-VER) และในปี 2566-2567 ดำเนินการขอรับรองคาร์บอนเครดิต เพื่อขายในตลาด CARBON MARKET ต่อไป ซึ่งจากการวิจัยในเรื่องคาร์บอนเครดิตพบว่า ยางพาราเป็นไม้ยืนต้นที่มีการกักเก็บคาร์บอนได้ดี สามารถเก็บได้ตั้งแต่อายุต้นยาง 1–18 ปี โดยเฉพาะในช่วง 1-5 ปีแรกก่อนเปิดกรีด เกษตรกรชาวสวนยางจะสามารถเพิ่มรายได้จากการขายคาร์บอนเครดิตในช่วงก่อนเปิดกรีดได้ ควบคู่กับการลดใช้ปุ๋ยเคมีและปัจจัยการผลิตต่างๆ รวมถึงลดการใช้เชื้อเพลิงในกระบวนการผลิต หรือการขนส่ง ที่จะส่งผลก่อให้เกิดมลภาวะต่อสิ่งแวดล้อม

“กยท. จะขยายพื้นที่การดำเนินโครงการให้ครอบคลุมพื้นที่สวนยางพาราทั่วประเทศซึ่งปัจจุบันมีสวนยางพาราอยู่ภายใต้การดูแลของ กยท. ประมาณ 22 ล้านไร่ ทั้งนี้ เพื่อส่งเสริมพัฒนาสู่เศรษฐกิจสีเขียวและสังคมคาร์บอนต่ำ รวมทั้งเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรชาวสวนยางด้วย” 

สำหรับสถานการณ์ ราคายางจากเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว จากการเปิดเมืองทำให้อุปสงค์ภายในประเทศภายในประเทศเร่งตัวขึ้น ถึงแม้ว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 แบบกลายพันธุ์ยังคงกระทบต่อภาคบริการ ส่งผลให้ ระบบเศรษฐกิจขยายตัวชะลอลง ภาครัฐยังคงใช้มาตรการอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเพื่อกระตุ้นภาคการผลิตและมาตรการควบคุมแบบเข้มงวดในส่วนภาคบริการ

 อย่างไรก็ตามหลายประเทศมีความคืบหน้าการเข้าถึงวัคซีนที่มีประสิทธิภาพการป้องกันโควิด-19 มากขึ้น รวมถึงการพัฒนาวัคซีนสู่รูปแบบพ่นจมูก และแบบเม็ด และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คาดการณ์ในปี 2564 เศรษฐกิจโลกจะขยายตัว 5.9% หลังจากหดตัว 3.1% ในปีก่อน และคาดการณ์ของประเทศคู่ค้าที่สำคัญ ได้แก่ จีน ขยายตัว 8 % สหรัฐฯ 6 %  ญี่ปุ่น 2.4 % และสหภาพยุโรปหรืออียู  5% ส่วนสภาพเศรษฐกิจของไทย  IMF คาดว่าจะขยายตัวอยู่ที่ 1%  หลังจากหดตัว 6%  ในปีก่อน ดังนั้นราคายางปี 65 ยังมีทิศทางปรับขึ้น แน่นอน

นางสาวอธิวีณ์ แดงกนิษฐ์ ผู้อำนวยการฝ่ายเศรษฐกิจยาง กยท. กล่าวว่าคาดว่าผลผลิตของปี 64 มีประมาณ 4.6 ล้านตัน ลดลงประมาณ 1 แสนตันเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา เนื่องจากสภาพภูมิอากาศที่เข้าสู่ลานิญ่า ทำให้ฝนตก ชุกในเขตภาคใต้ การกรีดยางทำได้น้อย ในขณะที่ผู้ผลิตทั่วโลกยังมีปัญหาขาดแรงงาน การเกิดโรคใบร่วง ผลผลิตโลกปีนี้คาดว่าจะมีประมาณ 13 ล้านตัน  ลดลงจากปีที่ผ่านมา 1.4 แสนตัน 

 

นอกจากนี้การส่งออกยางที่เพิ่มขึ้นเพราะความต้องการขยายตัว ในเดือน  ก.ย. ส่งออก 3.38 แสนตัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันในปีก่อน 12.43% ในขณะที่สต็อกยางมีแนวโน้มลดลงทั้งของประเทศไทย และจีนมรา ชินเต่า โดยสิ้นเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา มียางในสต็อกประมาณอยู่ 4 แสนตัน จากช่วงต้นปีซึ่งมีสต็อกอยู่ประมาณ 7 แสนตัน ดังนั้นแนวโน้มราคายางยังมีทิศทางปรับเพิ่มขึ้น 

สำหรับราคากลางวันนี้(18 พ.ย.) เปิดตลาดยางแผ่นดิบอยู่ที่ 54.35 บาท/กก. ยางแผ่นรมควันอยู่ที่ 57.19 บาท/กก. ส่วนราคาประมูลเฉลี่ย ณ ตลาดกลางยางพาราฯ ราคายางแผ่นดิบอยู่ที่ 57.36 บาท/กก ราคายางแผ่นรมควันอยู่ที่ 54.50 บาท/กก.ในภาพรวมปรับตัวเพิ่มขึ้น  โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนจาก การที่ราคาตลาดล่วงหน้าต่างประเทศปรับตัวเพิ่มขึ้น และมี ปริมาณยางออกสู่ตลาดน้อยเนื่องจากตอนใต้ของประเทศไทย ยังคงมีฝนตกอยู่ซึ่งส่งผลกระทบต่อการกรีดยาง

 อย่างไรก็ตาม ราคายางได้รับปัจจัยกดดันจากการที่ค่าเงินบาทอ่อนค่าเมื่อ เทียบกับดอลลาร์สหรัฐ และราคาน้ำมันดิบปรับตัวลดลง ประกอบกับการขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์ขนส่งยางซึ่งส่งผล ให้ต้นทุนมีราคาสูง รวมถึงการขาดแคลนชิปซึ่งส่งผลต่อการ อุตสาหกรรมยางรถยนต์ นักลงทุนยังคงต้องติดตามต่อไป