วันอาทิตย์ ที่ 18 ตุลาคม 2569

Login
Login

Quantum Computing กับ EEC เตรียมตัวก่อน ได้เปรียบก่อน

ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา บริษัทเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์รายใหญ่ของโลก ไม่ว่าจะเป็น IBM, Google, Honeywell หรือ D-Wave ได้เปิดเผยถึงความก้าวหน้าซึ่งมีผลต่อการพัฒนาEEC

การพัฒนาเทคโนโลยีประมวลผลด้วยควอนตัม (Quantum Computing หรือ QC) ที่มีศักยภาพประมวลข้อมูลได้มากขึ้นและเร็วขึ้นกว่าคอมพิวเตอร์ในยุคปัจจุบันหลายเท่าตัว ซึ่งความก้าวหน้าดังกล่าวทำให้ QC ไม่ใช่เป็นเทคโนโลยีแห่งอนาคตอีกต่อไป แต่กำลังจะกลายเป็น game changer ต่อภาคอุตสาหกรรมของโลก และทำให้เราเปลี่ยนผ่านจากยุคดิจิทัลสู่ยุคควอนตัมในไม่ช้า

ความสามารถของ QC ในการประมวลผลข้อมูลที่เร็วขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จะทำให้ QC เป็นเทคโนโลยีที่ถูกนำไปใช้ช่วยลดต้นทุนและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับภาคธุรกิจได้อย่างมหาศาล และได้ดึงดูดความสนใจจากนักลงทุนทั่วโลก โดย PitchBook Data ซึ่งเป็นบริษัทระดับโลกที่ทำวิจัยเกี่ยวกับตลาดทุนได้รายงานว่า ในปี 2564 การลงทุนในธุรกิจ QC (ถึงเดือนก.ย.) มีมูลค่าสูงกว่า 1.02 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งเติบโตขึ้น 10 เท่าเทียบกับปี 2558

เทคโนโลยี QC มีศักยภาพที่จะใช้ต่อยอดเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับอุตสาหกรรมหลายกลุ่ม เช่น ในด้านการคิดค้นยา การใช้ QC จะช่วยให้เราศึกษาวิจัยยาได้ง่ายขึ้นโดยการจำลองปฏิกิริยาระหว่างโมเลกุลและแสดงผลที่ตามมาจากปฏิกิริยาได้รวดเร็วมากขึ้น ช่วยลดขั้นตอนของการทดสอบในระดับคลินิกให้สั้นลง และทำให้นักวิจัยเลือกทดสอบเฉพาะโมเลกุลที่ผ่านการวิเคราะห์โดยแบบจำลองมาแล้ว โดย Boston Consulting Group ได้ประมาณการว่า สำหรับบริษัทยาที่มีต้นทุนของการวิจัยและพัฒนายาในระดับหมื่นล้านดอลลาร์ QC จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของกระบวนการคิดค้นยาได้ถึง 30% และนำไปสู่การเพิ่มกำไรได้อีก 5%

QC ยังสามารถเพิ่มประสิทธิภาพในอุตสาหกรรมโลจิสติกส์และยานยนต์ โดย QC จะเข้ามาพลิกโฉมอุตสาหกรรม โลจิสติกส์ได้ด้วยการช่วยคำนวณเพื่อออกแบบกระบวนการผลิตหรือขนส่งที่ลงตัวที่สุด โดยบริษัท ExxonMobil กำลังศึกษาศักยภาพของ QC เพื่อใช้กำหนดเส้นทางของเรือขนส่งสินค้าทางทะเลทั่วโลกกว่า 50,000 ลำ ซึ่งขนส่งตู้คอนเทนเนอร์กว่า 2 แสนตู้ ให้ใช้ระยะทางสั้นที่สุดและใช้เวลาขนส่งน้อยที่สุด ส่วนในอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า IBM กำลังร่วมมือกับ Mercedes และ Mitsubishi Chemical เพื่อใช้ QC ในงานวิจัยเรื่องแบตเตอรี่ลิเธียม-ออกซิเจน ที่มีความหนาแน่นของพลังงาน (energy density) สูงกว่าแบตเตอรี่ลิเธียมในปัจจุบันถึง 15 เท่า

สำหรับในประเทศไทย สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล และ Frost&Sullivan ได้คาดการณ์ว่ามูลค่าตลาดของ QC ในประเทศไทยจะเติบโตขึ้นจาก 195.2 ล้านบาทในปี 2563 เป็น 780 ล้านบาทภายในปี 2568 หรือเติบโตกว่าปีละ 32% แม้ว่ามูลค่าตลาดจะยังน้อยเมื่อเทียบกับเทคโนโลยีอุตสาหกรรม 4.0 อื่นๆ เช่น การพิมพ์สามมิติ ปัญญาประดิษฐ์ และหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ แต่คาดว่าเมื่อศักยภาพของ QC ถูกพัฒนาไปจนถึงระดับที่เหนือกว่าการประมวลผลของซุปเปอร์คอมพิวเตอร์ (หรือที่เรียกว่าขั้น Quantum Supremacy) ก็จะทำให้การแพร่กระจายของเทคโนโลยี QC เป็นไปอย่างรวดเร็วและเป็นวงกว้างมากขึ้น และมีมูลค่าตลาดสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด โดยคาดว่า Quantum Supremacy จะเริ่มเกิดขึ้นในประเทศไทยในปี 2571 อันเป็นผลจากการพัฒนาเทคโนโลยี QC ของผู้เล่นรายใหญ่ของโลก รวมถึงแรงสนับสนุนจากหน่วยงานวิจัยในประเทศไทย

จากที่กล่าวมาข้างต้น จะเห็นว่าอุตสาหกรรมเป้าหมายในพื้นที่ EEC มีศักยภาพที่จะใช้ประโยชน์จาก QC เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มได้ ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจร อุตสาหกรรมการเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ อุตสาหกรรมการบินและโลจิสติกส์ รวมถึงอุตสาหกรรมดิจิทัล ทั้งนี้ ก่อนที่การพัฒนาเทคโนโลยี QC จะไปถึงระดับ Quantum Supremacy ในอีก 7 ปี ตอนนี้ถือเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมที่องค์กรธุรกิจที่มีศักยภาพจะเริ่มเตรียมความพร้อมโดยศึกษาความเป็นไปได้และประเมินผลกระทบของการปรับใช้เทคโนโลยีดังกล่าว โดยอาจพิจารณาให้ QC เป็นส่วนหนึ่งของ กลยุทธ์ Digital Transformation ของธุรกิจ และเริ่มวางแผนสร้างความร่วมมือกับบริษัทเจ้าของเทคโนโลยีเพื่อรับการถ่ายทอดเทคโนโลยี รวมถึงวางแผน reskill บุคลากรขององค์กรให้มีความพร้อมในการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคควอนตัม ซึ่งกำลังเดินทางมาถึงเราในอีกไม่ช้านี้

 

ที่มาของข้อมูล : PitchBook Data, Newsweek, Deloitte, Boston Consulting Group, สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล และ Frost&Sullivan