กำไรสุทธิของ BTS ใน 2Q65 อยู่ที่ 576 ล้านบาท (-24.7% YoY, -58.3% QoQ) ในขณะที่กำไรปกติใน2Q65 อยู่ที่ 278 ล้านบาท (-50.4% YoY, -72.2% QoQ)
เราคิดว่าผลประกอบการใน 2Q65 สะท้อนผลการดำเนินงานที่อ่อนแอลงในช่วงที่ COVID-19 ระบาดหนักในประเทศไทย โดยในช่วง 2Q65 รายได้จากกลุ่มธุรกิจ MOVE ของบริษัทอยู่ที่ 4.49 พันล้านบาท ลดลงถึง 43.5% YoY เนื่องจาก i) รายได้จากการก่อสร้างโรงการรถไฟฟ้าสายสีชมพูและเหลืองลดลง 2.7 พันล้านบาท YoY เหลือ 2.9 พันล้านบาท โดยสาเหตุสำคัญมาจากการปิดแคมป์คนงานก่อสร้างในเดือนกรกฎาคม 2564 หลังจากที่สถานการณ์ COVID-19 รุนแรงมากขึ้น และ ii) รายได้จากการให้บริการงาน E&M และการจัดหาขบวนรถไฟฟสายสีเขียวส่วนต่อขยายลดลง 789 ล้านบาท YoY เหลือเพียง 44 ล้านบาท เนื่องจากเข้าสู่ช่วยท้ายของโครงการแล้ว ทั้งนี้ โครงสร้างรายได้ของ BTS ใน 2Q65 แบ่งเป็น Move 81%, Mix 17% และ Match 2%โดยกำไรจากธุรกิจหลักใน 1H65 คิดเป็น 43% ของประมาณการกำไรปีนี้ของเราที่ 2.95 พันล้านบาท
อัตรากำไรขั้นต้นเฉลี่ย (blended gross margin) ของ BTS อยู่ที่ 24.3% เพิ่มขึ้นจาก 17.3% ใน 2Q64 และ 22.3% ใน 1Q65 เนื่องจากรายได้ของกลุ่มธุรกิจ MOVE เพิ่มขึ้น (อัตรากำไรขั้นต้นของกลุ่มนี้เพิ่มขึ้นเป็น 27.1% ใน 2Q65 จาก 15.2% ใน 2Q64) ในขณะเดียวกัน รายได้ของกลุ่มธุรกิจ MIX ใน 2Q65 เพิ่มขึ้น 30.0% YoY เป็น 959 ล้านบาท จากรายได้ที่เติบโตอย่างรวดเร็วของ Rabbit Group และการรวมผลการดำเนินงานของ Fanslink เข้ามาในงบรวม อย่างไรก็ตาม อัตรากำไรขั้นต้นของธุรกิจกลุ่มนี้ลดลงมาอยู่ที่ 20.0% ใน 2Q65 จาก 43.7% ใน 2Q64
ยังคงประมาณการกำไรเอาไว้เท่าเดิม
เรายังคงประมาณการกำไรสุทธิปี FY65F เอาไว้ที่ 2.95 พันล้านบาท (-35.5% YoY) และปี FY66F ไว้ที่ 3.73 พันล้านบาท (+26.4% YoY)
Valuation & action
ยังมีบางประเด็นเกี่ยวกับ BTS ที่ยังไม่ชัดเจน ได้แก่ i) รถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยาย ii) หนี้ค้างรับ 3 หมื่นล้านบาทจากการให้บริการเดินรถสายสีเขียวส่วนต่อขยาย ii) กรณีพิพาทโครงการสายสีส้ม แต่เรายังคาดว่าประเด็นเหล่านี้น่าจะได้ข้อสรุปหลังจากนี้ เนื่องจากโครงการสายสีเขียวเดิมจะหมดสัมปทานในปี 2572 เรายังคงคำแนะนำซื้อ และประเมินราคาเป้าหมาย SOTP ที่ 12.60 บาท
Risks
COVID-19 ระบาด, เศรษฐกิจฟื้นตัวช้ากว่าที่คาดไว้ และเกิดปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง








