วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

Sideways เก็งกำไร BE8 SIS BLA (15 พฤศจิกายน 2564)

คาดดัชนีฯ Sideways แนวต้าน 1640 / 1646 จุด แนวรับ 1628 / 1620 จุด (EMA 25 / 50 วัน) แนะนำเก็งกำไร BE8 SIS BLA ทางเทคนิคอยู่ระหว่างปรับฐานเพื่อขึ้นต่อ

โดยสัญญาณยืนยันซื้อเพิ่มเมื่อดัชนีฯ ทะลุ 1645 จุด ด้วยวอลุ่มกว่า 8 หมื่นล้านบาท ไฮล์วันนี้จับตารายงานเศรษฐกิจ 3Q21E GDP ของไทย และ ญี่ปุ่น (คาดปรับลดลง) การเจรจาระหว่างประธานาธิบดีไบเดนกับประธานาธิบดีสีจิ้นผิง (อาจเป็น Geopolitical Risks รอบใหม่โดยเฉพาะประเด็น Trade War) รายงานผลกำไรบจ. ไทย รายงานตัวเลขเศรษฐกิจจีน

 

กลยุทธ์ลงทุน แนะนำ

+/-MSCI Global Small Cap Indexes: เพิ่ม TIDLOR BEC TIPH และถอด TKN โดย
มีผลต่อราคาปิดในวันที่ 30 พ.ย.

+/-SET50 / SET100 Index ง ว ด 1H22E (ประกาศกลางเดือนธ.ค.) : คาด +TIDLOR KEX BPP STARK BLA RCL EPG DCC TTA SIRI -AAV BJC DELTA ICHI JAS NRF PRM PSL RS TKN

+/-ธุรกิจเช่าซื้อ: (รอสคบ. ประกาศเกณฑ์ควบคุมใหม่ธุรกิจเช่าซื้อรถยนต์ รถจักรยานยนต์ รถแทรกเตอร์และเครื่องจักรกลการเกษตร): แนะนำ TIDLOR MTC THANI ASK และขาย TK S11 หลังข่าวร้ายรับรู้ไปในราคาหุ้นมากแล้ว

+มาตรการช้อปดีมีคืน (ลุ้นรัฐเพิ่มมาตรการ): +ธุรกิจค้าปลีก เครื่องใช้ไฟฟ้า บัตรเครดิต (CPN CRC SNNP COM7 SYNEX SIS KTC AEONTS )

ปัจจัยบวก: 1) Monetary Risks: ธนาคารกลางโลก นำโดย Fed, ECB ส่งสัญญาณว่าจะไม่
เร่งออกนโยบายคุมเข้มทางการเงิน แม้ตัวเลขเงินเฟ้อพุ่งขึ้นเหนือระดับเป้าหมาย ส่งผลบวก
ต่อสินทรัพย์เสี่ยง และกลุ่ม High Growth กลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ เทคโนโลยี 2) ไทย: คาด
รัฐบาลจะมีการออกมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายของผู้บริโภคเพิ่มเติม อาทิ โครงการช้อปดีมี
คืน

 

 

ปัจจัยลบ: 1) Interest Rate Risks: ตลาดการเงินเพิ่มโอกาสที่เฟดจะปรับขึ้นดอกเบี้ยระยะ
สั้นในปี 2022E เป็น 2 ครั้ง จากเดิม 1 ครั้ง โดยคาดว่าจะปรับขึ้นดอกเบี้ยในเดือน ก.ค. และ
เดือน ธ.ค. ตามลำดับ (เดิมคาดว่าจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งเดียวในเดือน ก.ย. 2022)
ส่งผลต่อตลาดการเงินโลกจะมีความผันผวนสูงขึ้น 2) Inflation Risks: สัปดาห์นี้ UK และ
EU จะรายงานเงินเฟ้อเดือนต.ค. (หลังจาก สหรัฐฯ รายงานเงินเฟ้อเดือน ต.ค. สูงสุด
รอบกว่า 30 ปี ที่ 6.2% YoY) โดยสภาอียู เผยว่า อัตราเงินเฟ้อคาดว่าจะพุ่งขึ้นแตะ 3.7% ใน
4Q21E และยังคงทรงตัวในระดับสูงในช่วง 1H22E ก่อนที่จะปรับลดลงเหลือ 2.2% ในปี
2022E และ 1.4% ในปี 2023E 3) COVID-19: จำนวนผู้ติดเชื้อรายวันปรับสูงขึ้นในยุโรปและ
สหรัฐฯ เช่น เยอรมนี +4.81 หมื่นราย แม้มีอัตราการฉีดวัคซีน 69%; UK พบผู้ติดเชื้อ +4.03
หมื่นราย และมีการฉีดวัคซีนแล้ว 74% และ USA พบผู้ติดเชื้อ 9.02 หมื่นราย และมีอัตราการ
ฉีดวัคซีน 67%

 

ประเด็นที่ต้องติดตาม:

- ประธานาธิบดีไบเดนและประธานาธิบดีสี จิ้น ผิง ประชุม VDO Conference เย็นวันนี้
(ตลาดวิตกต่อปัญหา US/China Trade War)

- Opportunity Day: TOP SNNP SFT SPRC TKN FSMART GPSC WHART ASW
HENG ALT SCM

- India เปิดประเทศรับต่างชาติเป็นวันแรกรอบ 18 เดือน

- สภาพัฒน์รายงาน 3Q21E GDP Growth คาดเติบโต -0.8% QoQ, -2.5% YoY (Vs
2Q21 +0.4% QoQ, +7.5% YoY)

- Japan รายงาน 3Q21E GDP Growth คาดเติบโต -0.2% QoQ (Vs 2Q21 +0.5%QoQ)

- China รายงานตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญเดือน ต.ค. คาดค้าปลีก +3.5% YoY (Vs เดือน ก.ย. 4.4%) ผลผลิตภาคอุตสาหกรรม +3% YoY (Vs เดือน ก.ย. 3.1%) Fixed Asset Investment สะสม คาด +6.2% YoY (Vs เดือน ก.ย. 7.3% YoY)

 

 

 

+/-Global Market Summary: วันทำการที่ผ่านมา สหรัฐฯ และทองคำปิดบวก หุ้นยุโรปปิดคละ ส่วนน้ำมันดิบปิดลบ

+ ตลาดหุ้นไทยปิดบวกเล็กน้อย: ตลาดหุ้นไทยแกว่งตัวในกรอบ 1632.88 – 1640.66 จุด โดยปรับขึ้นแรงในช่วงเปิดตลาด ก่อนอ่อนตัวในช่วงที่เหลือของการซื้อขายก่อนมาปิดตลาดที่ 1633.94 จุด +1.50 จุด วอลุ่มซื้อขำย 7.03 หมื่นล้านบาท นำขึ้นโดยกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ +1.51% บรรจุภัณฑ์ +1.09% สื่อและสิ่งพิมพ์ +0.85% หุ้นปรับขึ้น >4% ได้แก่ BAM SVI HENG BE8 TCC SCM EFORL ICN U OTO GSC TVI INET หุ้นปรับลง >4% ได้แก่ KEX LANNA AKP VCOM HTECH RWI CI CPT

+/- ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดบวก แต่ตลาดหุ้นยุโรปปิดคละ: ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดบวก DJIA +0.5% (+179.08 จุด) S&P500 +0.72% NASDAQ +1% โดยได้แรงหนุนจากกลุ่มเทคโนโลยีและสื่อสาร รวมถึงหุ้น J&J ที่ประกาศแตกเป็นสองบริษัท แม้ Consumer Sentiment เดือน พ.ย. ออกมาต่ำสุดรอบกว่าสิบปีและตัวเลขเปิดรับการจ้างงานเดือน ก.ย. ลดลง 1.91 แสนราย เป็น 10.438 ล้านราย (Vs เดือน ส.ค. 10.629 ล้านราย) ส่วนตลาดหุ้นยุโรปปิดคละ CAC40 +0.45% DAX
+0.07% (ทั้งสองดัชนีฯ ปิดที่ระดับสูงสุด) FTSE -0.49% จากรายงานผลกำไรบจ. ที่แข็งแกร่งกว่าคาด อาทิ Richemont +10.1% หลังกำไรโต 331% YoY; Deutsche Telecom +2% แต่ Astrazeneca ลดลง จากกำไรต่ำกว่าคาด

+/- ราคาน้ำมันดิบปิดลบ แต่ทองคำปิดบวก: ตลาดน้ำมันดิบปิดลดลง WTI -USD0.80 ปิดที่ USD80.79/บาร์เรล Brent -USD0.70 ปิดที่ USD82.17/บาร์เรล หลังจาก OPEC ลดคาดการณ์อุปสงค์น้ำมันดิบใน 4Q21E เหลือ 99.49 ล้านบาร์เรล/วัน ลดลงจากเดิม 3.3 แสนบาร์เรล/วัน เนื่องจากผลกระทบจากราคาน้ำมันดิบที่พุ่งขึ้นแรง ส่วนจำนวนแท่นขุดเจาะน้ำมันดิบ Rig ณ วันที่ 12 พ.ย. เพิ่มขึ้น 4 แท่น เป็น 454 แท่น ส่วนราคาทองคำปิดบวก +USD4.60 ปิดที่
USD1,868.50 /ออนซ์ ท่ามกลางความผันผวน จากแรงขายทำกำไร หลังราคาทองพุ่งขึ้นกว่า2.8% WoW

 

ประเด็นสำคัญ
 

+ Fund Flow: สัปดาห์ก่อนนักลงทุนต่างชาติกลับมาซื้อสุทธิตลาดหุ้นไทยเป็นสัปดาห์ที่ 10 ในรอบ 12 สัปดาห์ จำนวน +3.42 พันล้านบาท (ช่วง 12 สัปดาห์ที่ผ่านมา ซื้อสะสมสุทธิ 4.55 หมื่นล้านบาท) และกลับมาเปิด Long SET50 Index Future +753 สัญญา (Vs สัปดาห์ก่อนหน้า -19,097 สัญญา และ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา เปิด Short สะสม-5.69 หมื่นสัญญา

- US Michigan Consumer Sentiment: เบื้องต้นเดือน พ.ย. ลดลงเป็น 66.8 (Vs เดือน ต.ค. 71.7 และคาดการณ์ 72.4) โดยเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนพ.ย. 2011 เนื่องจากเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้น และทางการไม่มีมาตรการใด ๆ ที่จะลดความร้อนแรงของเงินเฟ้อ สำหรับแนวโน้มคาดการณ์เงินเฟ้อปี 2022E อยู่ที่ 4.9% (เดิม 4.8%) และแนวโน้ม 5 ปีข้างหน้าอยู่ที่ 2.9%

 

กลยุทธ์การลงทุน: แนะนำ Trading Buy (โดยมีจุดขายตัดขาดทุน 3%)

หุ้นแนะนำรายสัปดาห์: AS SNC BEC

หุ้นแนะนำเก็งกำไร: BE8 SIS BLA

Derivatives: ถือ Short S50Z21 รอทำกำไรตามเป้า (ติดตามรายละเอียดเพิ่มใน KTZ-D Report)