วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ธปท.รับปี 65 ‘หนี้เสีย’ ขึ้นต่อ เร่งแบงก์ช่วยต่อลมหายใจลูกหนี้

ธปท.ชี้ทิศทางหนี้เสียยังขยับต่อเนื่อง ยาวถึงปี 65 แม้จะยังอยู่ในมาตรการช่วยเหลือ เร่งแบงก์ปรับโครงสร้างหนี้ ช่วยแก้หนี้ระยะยาว สอดคล้องกับรายได้ เพื่อลดการเกิดหนี้เสียที่จะเพิ่มขึ้นอย่างรุนแรง มั่นใจระบบแบงก์แกร่ง

      นางสาวสุวรรณี เจษฎาศักดิ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า หากดูทิศทางหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือเอ็นพีแอล ในปี 2565 เชื่อว่าหนี้เสียยังมีทิศทางปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

      แต่การปรับขึ้นคงไม่ได้เป็นการเพิ่มขึ้นรุนแรง จนทำให้เกิดหน้าผาเอ็นพีแอลหรือ  NPL Cliff  จากการเร่งเข้าไปช่วยเหลือของสถาบันการเงิน ทั้งมาตรการแก้หนี้เดิม แก้หนี้ระยะยาว การปรับโครงสร้างหนี้ต่างๆเพื่อช่วยเหลือลูกหนี้ ดังนั้นก็หวังว่าหนี้เสียจะทยอยเพิ่มขึ้น และอยู่ในระดับที่แบงก์สามารถบริหารจัดการได้ 
       “สำหรับคุณภาพหนี้ก็เป็นสิ่งที่ต้องจับตา โดยเชื่อว่าโดยรวมคุณภาพหนี้จะเสื่อมลงเล็กน้อย ดังนั้นเราพยายามให้แบงก์ช่วยลูกหนี้ให้มาก ทั้งผ่านมาตรการเดิม มาตรการแก้หนี้ระยะยาว หรือการปรับโครงสร้างหนี้ เพื่อให้ลูกหนี้สามารถชำระเงินได้ต่ำลง ยืดหยุ่นมากขึ้น เพราะเรามองว่าสถานกาณณ์นี้จะอยู่ยาวนาน จึงผ่อนปรนการจัดชั้นหนี้ไปถึงสิ้นปีหน้า และจากวิกฤตินี้เราเชื่อว่าลูกหนี้ก็คงไม่ได้รอดไปได้ทุกคน จึงต้องมีกลไกดูแลลูกหนี้ รวมไปถึงการช่วยไกล่เกลี่ยหนี้เมื่อเข้าสู่การฟ้องร้อง” 

      สำหรับภาพรวมหนี้เสียในไตรมาส  3 ที่ผ่านมา อยู่ที่ 3.14% หรือมีหนี้เสียคงค้างที่ 5.4 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้าที่ อยู่ 3.09% เช่นเดียกวัน สินเชื่อจัดชั้นที่กล่าวถึงเป็นพิเศษ หรือSM ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 6.69% จาก 6.34% 
      โดยหนี้เสียที่ปรับเพิ่มขึ้น มาจากสินเชื่อธุรกิจ ที่เอ็นพีแอลปรับขึ้นมาอยู่ที่ 3.25% จาก 3.17%  ขณะที่สินเชื่ออุปโภคบริโภคปรับลดลงมาอยู่ที 2.89% จาก 2.92% 
      ทั้งนี้ สำหรับความคืบหน้าในการช่วยเหลือลูกหนี้ของแบงก์ในช่วงที่ผ่านมา พบว่า ตั้งแต่ก.ค.ปี2563 มีลูกหนี้ที่ได้รับความช่วยเหลืออยู่ที่ 6.7 ล้านบัญชี หรือ 3.8 ล้านล้านบาท เป็นสินเชื่อรายย่อย 6.04 ล้านบัญชี และสินเชื่อธุรกิจเอสเอ็มอี 6.3 แสนบัญชี 

       โดยปรับลดลงหากเทียบกับ การขอรับความช่วยเหลือเมื่อก.ค. ปี 2563 ที่มีอยู่ 12.52 ล้านบัญชี หรือ 7.2 ล้านล้านล้านบาท 
 

    สำหรับ ผลการดำเนินงานของระบบธนาคารพาณิชย์ไตรมาส 3 ปี 2564 ว่า ระบบธนาคารพาณิชย์มีความเข้มแข็ง 
      โดยมีเงินกองทุน เงินสำรองและสภาพคล่องอยู่ในระดับสูง สามารถทำหน้าที่เป็นกลไกสำคัญในการให้ความช่วยเหลือลูกหนี้และสนับสนุนความต้องการสินเชื่อเพื่อรองรับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในระยะต่อไปที่ยังมีความไม่แน่นอนสูงจากผลกระทบของ COVID-19 

      ทั้งนี้ มาตรการช่วยเหลือลูกหนี้และการผ่อนปรนเกณฑ์การจัดชั้นช่วยชะลอการด้อยลงของคุณภาพสินเชื่อระบบธนาคารพาณิชย์ ขณะที่ผลประกอบการปรับดีขึ้นจากไตรมาสเดียวกันปีก่อน 

      โดยหลักจากค่าใช้จ่ายสำรองที่ลดลงเนื่องจากระบบธนาคารพาณิชย์ได้กันสำรองในระดับสูงในปีก่อน รวมถึงการควบคุมค่าใช้จ่าย โดยมีรายละเอียดดังนี้

       ระบบธนาคารพาณิชย์มีเงินกองทุนทั้งสิ้น 3,024.8 พันล้านบาท คิดเป็นอัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (BIS ratio) ที่ร้อยละ19.9 เงินสำรองอยู่ในระดับสูงที่ 872.0 พันล้านบาท 

       โดยอัตราส่วนเงินสำรองที่มีต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพ (NPL coverage ratio) อยู่ที่ร้อยละ 155.0 และอัตราส่วนสินทรัพย์สภาพคล่องเพื่อรองรับกระแสเงินสดที่อาจไหลออกในภาวะวิกฤต (Liquidity Coverage Ratio: LCR) อยู่ที่ร้อยละ 186.8

      ภาพรวมการเติบโตของสินเชื่อระบบธนาคารพาณิชย์ในไตรมาส 3 ปี 2564 ขยายตัวที่ร้อยละ 5.6 เมื่อเทียบกับระยะเดียวกันปีก่อน เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนที่ขยายตัวร้อยละ 3.7 ทั้งนี้ สินเชื่อยังคงขยายตัวต่อเนื่องแม้หักผลของสินเชื่อที่ให้แก่ภาครัฐและมาตรการให้ความช่วยเหลือทางการเงิน โดยมีรายละเอียดดังนี้

    สินเชื่อธุรกิจขยายตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ร้อยละ 6.3 เมื่อเทียบกับระยะเดียวกันปีก่อน จากการขยายตัวของสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ ในเกือบทุกประเภทธุรกิจ 

      รวมถึงสินเชื่อที่ให้แก่ภาครัฐ สะท้อนความต้องการเงินทุนของภาคธุรกิจภายหลังการทยอยผ่อนคลายมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดและแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจหลังการเปิดประเทศ ขณะที่สินเชื่อธุรกิจ SMEsขยายตัวต่อเนื่อง จากมาตรการสินเชื่อฟื้นฟูเป็นสำคัญ

      สินเชื่ออุปโภคบริโภคขยายตัวที่ร้อยละ 4.2 เทียบกับระยะเดียวกันปีก่อน ลดลงจากไตรมาสก่อน
ที่ขยายตัวร้อยละ 5.7 โดยสินเชื่อรถยนต์หดตัวสอดคล้องกับยอดขายรถยนต์ในประเทศที่หดตัว 
สินเชื่อบัตรเครดิตหดตัวตามปริมาณการใช้บัตรเครดิตที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการควบคุมการระบาด 
      สินเชื่อที่อยู่อาศัยขยายตัวชะลอลงตามอุปสงค์ต่อที่อยู่อาศัยที่ปรับลดลง ขณะที่สินเชื่อส่วนบุคคลขยายตัว  ในอัตราที่ใกล้เคียงกับไตรมาสก่อน สอดคล้องกับความต้องการสภาพคล่องของครัวเรือน

    ขณะที่ ระบบธนาคารพาณิชย์มีกำไรสุทธิในไตรมาส 3 ปี 2564 จำนวน 38.5 พันล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสเดียวกันปีก่อนร้อยละ 45.1โดยหลักจากค่าใช้จ่ายกันสำรองที่ลดลงจากการกันสำรองในระดับสูงในปีก่อน

      ประกอบกับการควบคุมค่าใช้จ่าย ขณะที่รายได้ดอกเบี้ยสุทธิปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อยตามการเติบโตของสินเชื่อ ทั้งนี้ หากเทียบกับไตรมาสก่อน กำไรสุทธิลดลงจากรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยในส่วนของรายได้เงินปันผลที่ลดลงจากฐานเงินปันผลที่สูงในไตรมาสก่อน

        รวมถึงค่าใช้จ่ายสำรองที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้อัตราผลตอบแทน
ต่อสินทรัพย์เฉลี่ย (Return on Assets: ROA) ลดลงมาอยู่ที่ร้อยละ 0.69 จากไตรมาสก่อนที่ร้อยละ 1.09 

       ขณะที่อัตราส่วนรายได้ดอกเบี้ยสุทธิต่อสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้ดอกเบี้ยเฉลี่ย (Net Interest Margin: NIM) ทรงตัวอยู่ที่ร้อยละ 2.47