วัน IPO ของ TFM 29 ต.ค. 2021 บริษัทจะจดทะเบียนซื้อขายใน SET วันนี้ ขยายในตลาดต่างประเทศเป็นปัจจัยขับเคลื่อนการเติบโต
บริษัทเป็นหนึ่งในผู้นำด้านการผลอตและจัดจำหน่ายอาหารสัตว์น้ำในไทยโดยมีกำลังการผลิต 273,000 ตันต่อปี ผลิตภัณฑ์หลักได้แก่ อาหารกุ้ง (50% ของยอดขาย), อาหารปลา (40%) และอื่นๆ (10%) TFM เป็นบริษัทหลักของกลุ่ม TU ในธุรกิจอาหารสัตว์น้ำ
จากการเติบโตของธุรกิจอาหารแช่แข็งในประเทศที่ต่ำ บริษัทจึงวางแผนในการขยายธุรกิจอาหารสัตว์น้ำไปยังอินโดนีเซียและปากีสถาน ซึ่งมีการเติบโตราว 15% ต่อปี ในปี 2018 บริษัทเริ่มขยายธุรกิจในอินโดนิเซียโดยจัดตั้งบริษัท PT Thai Union Charisma Lestari (“TUKL”) ถือหุ้นในสัดส่วน 65% ปัจจุบัน TUKL กำลังติดตั้งเครื่องจักรผลิตอาหารกุ้งกำลังการผลิต 36,000 ตันต่อปี โดยคาดว่าจะเริ่มผลิตและขายได้ในสิ้นปี 2021 นอกจากนี้บริษัทลงทุนในบริษัทร่วมทุนในปากีสถาน (AMG-Thai Union Feedmill หรือ “AMG-TFM”) ถือหุ้น 51% โดย AMG-TFM มีกำลังการผลิตอาหารปลา 7,000 ตันต่อปี โดยได้เริ่มดำเนินงานเชิงพาณิชย์ รับรู้รายได้ และสร้างกำไรตั้งแต่ 2Q21
ต้นทุนวัตถุดิบเป็นเสี่ยงหลัก
ต้นทุนสำหรับอาหารสัตว์น้ำมาจากปลาป่นและกากถั่วเหลืองอย่างละ 30%, ข้าวสาลี 15%, และรายการอื่น 25% ต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้นเป็นปัจจัยหลักทำให้อัตรากำไรขั้นต้นลดลงจาก 15-18% ในช่วงปี FY17-20 เป็น 9-11% ใน FY21F
คาดอัตรากำไรขั้นต้นและกำไรสุทธิจะกลับสู่ระดับปกติใน FY23F
เราคาดต้นทุนกากถั่วเหลืองจะกระทบกำไรปี FY22F บางส่วน เนื่องจาก (1) ต้นทุนถั่วเหลืองจะยังอยู่ในระดับสูงใน 1H22 จากภาวะอากาศแบบลานีญา และ (2) บริษัทได้สต๊อกวัตถุดิบเพียงพอสำหรับการผลิต 2-3 เดือน อย่างไรก็ตามเราคาดอัตรากำไรขั้นต้น FY23F และกำไรจะกลับสู่ระดับปกติหนุนจาก (1) ราคาต้นทุนกากถั่วเหลืองลดลง, และ (2) โอกาสในการปรับราคาขายผลิตภัณฑ์








