วันพุธ ที่ 2 กันยายน 2569

Login
Login

‘ซีพีทีพีพี’ โอกาสเศรษฐกิจไทย

โจทย์ประเทศไทยวันนี้คือ ทำอย่างไรให้เศรษฐกิจประเทศฟื้นตัวได้ ซึ่งต้องทำไปพร้อมๆกับการทำให้ประชาชนปลอดภัย การท่องเที่ยวจะขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยได้จริงหรือไม่ นโยบายและการทำงานต้องชัดเจน วางแผนเพื่อไปต่อ เปิดเมืองจะได้ไหลลื่นไม่มีใครตำหนิได้

เมื่อวานนี้ (27 ต.ค.) นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พลังงาน กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ Creating Thailand Desirable Future ในงานการสัมมนา Competitiveness Conference 2021 จัดโดยสมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย ระบุโอกาสของประเทศไทยหลังโควิด-19 ยังมีอยู่มาก โดยเชื่อว่าเริ่มเห็นการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและเดินหน้าสู่โอกาสทางเศรษฐกิจอีกมากในอนาคต รัฐบาลจะส่งเสริมขีดความสามารถในการแข่งขัน สนับสนุนให้ความสำคัญการสร้างระบบนิเวศน์ที่เอื้อต่อการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ระบบราง ดิจิทัล อุตสาหกรรม5จี พลังงานสะอาด ยานยนต์ไฟฟ้า นวัตกรรม งานวิจัยและการพัฒนาคนพื้นที่อีอีซี การให้วีซ่าระยะยาวผู้มีกำลังซื้อสูง 

ปี2565 จะชัดเจนในการเข้าร่วมข้อตกลงทางการค้าระหว่างประเทศเพื่อเปิดโอกาสการลงทุนในอนาคต ได้แก่ เอฟทีเอไทย-อียู และความตกลงที่ครอบคลุมและก้าวหน้าสำหรับหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (ซีพีทีพีพี) เราเห็นว่า ประเด็นการเข้าร่วมซีพีทีพีพีมีความสำคัญและเป็นที่จับตามองจากหลายภาคส่วน รัฐบาลต้องทำให้เกิดความชัดเจน ขณะเดียวกันต้องทำความเข้าใจ แก้ปัญหาด้วยความโปร่งใส เพื่อให้เศรษฐกิจประเทศเดินหน้า และไม่ตกขบวนในเวทีโลก

ขณะที่วันที่​ 29 ต.ค.ที่จะมาถึง คณะกรรมการบริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา2019 (โควิด-19) (ศบค.) ที่มี พล.อ.ประยุทธ์​ จันทร์​โอชา​ นายกรัฐมนตรี​ และรมว.กลาโหม ในฐานะผอ.ศบค.จะมีการประชุมวาระสำคัญก่อนเปิดประเทศ ด้านสาธารณสุขโดยศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินด้านการแพทย์​และสาธารณสุข​กรณีโรคติดเชื้อโควิด​ จะเสนอแผนการให้บริการวัคซีน การปรับระดับพื้นที่ทั่วราชอาณาจักร​ การปรับมาตรการป้องกันควบคุมโรคแบบบูรณาการ รวมถึงคาดการณ์การระบาดโควิดในปี2565

การประชุมครั้งนี้ มีขึ้นก่อนหน้าการเปิดประเทศ 1 พ.ย.เพียง 3 วัน เข้าใจว่าเพื่อให้ข้อมูลอัพเดทมากที่สุด เราเห็นว่ายังมีสิ่งสำคัญคือการอัพเดทความมั่นใจกับความพร้อมของประชาชนเจ้าของประเทศ สังเกตจากผลโพลล์ของกรมอนามัยที่ได้สำรวจความคิดเห็นหัวข้อ “ความกังวล กับการเปิดเมือง เปิดประเทศ เริ่ม 1 พ.ย.2564” ระหว่างวันที่ 14-25 ต.ค.2564 ซึ่งสำรวจในพื้นที่นำร่องท่องเที่ยวใน 17 จังหวัด พบว่าประชาชนยังมีความกังวลในภาพรวมสูงถึง 92.4% เฉพาะกังวลว่าจะเกิดการระบาดในระลอกใหม่อยู่ที่ 75.8 % ดังนั้นศบค.ต้องนำข้อมูลไปพิจารณา เพื่อวางระบบที่สร้างความเชื่อมั่น ความปลอดภัยและจะต้องก่อให้เกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจ

โจทย์ของประเทศไทยวันนี้ เป็นโจทย์ของหลายประเทศทั่วโลก นั่นคือทำอย่างไรให้เศรษฐกิจประเทศฟื้น โดยที่ประชาชนมีความปลอดภัยในชีวิต ทำอย่างไรให้การท่องเที่ยวในช่วงปลายปี2564 จุดความหวังขับเคลื่อนเศรษฐกิจในปี65 หัวใจคือการทำงานที่ควบคู่  การประกาศนโยบายและสัญญาณออกไปให้ชัดเจน ทั้งต่อประชาชนและภาคธุรกิจจึงเป็นสิ่งสำคัญ อาจจะต้องศึกษาบทเรียนจากประเทศที่ดำเนินการล่วงหน้า แล้วนำมาปรับใช้ให้สอดคล้องสถานการณ์ของไทย หากทำอย่างรอบด้านแล้ว เชื่อว่าต่อให้เปิดเมืองแล้วเกิดเผชิญเหตุไม่คาดฝัน ก็คงไม่มีใครตำหนิ