วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

เอกชนดึงดิจิทัลเสริมทัพลงทุนหลังโควิด

หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจจัดงานสัมมนา “หุ้นปลอดภัย ฝ่าภัยโควิด” โดยในช่วงเสวนา “หุ้น Big Cap เย้ายวนใจหรือไร้เสน่ห์” ได้รับเกียรติจากซีอีโอชั้นแนวหน้าของประเทศ มาเปิดแผนธุรกิจ รวมทั้งแผนการลงทุนในยุคหลังโควิด

โดย นายสารัชถ์ รัตนาวะดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF กล่าวว่า แนวทางการลงทุนของกลุ่มบริษัทต้องหาจุดสมดุลระหว่างผลตอบแทนที่จะได้รับ พิจารณษควบคู่กับฐานะการเงินของบริษัท ซึ่งนอกจากรายได้ที่จะเติบโตทุกปีแล้ว ยังต้องสามารถจ่ายปันผลให้ผู้ถือหุ้นได้ทุกปีเช่นกัน 

โดยธุรกิจพลังงานยังเป็นธุรกิจหลักของบริษัท ปัจจุบัน กัลฟ์มีโรงไฟฟ้า 23 โรง ส่วนการลงทุนตอนนี้ เน้นลงทุนโรงไฟฟ้าพลังงานสะอาดรับกับเทรนด์ของโลก ส่วนธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานอยู่ระหว่างการก่อสร้างท่าเรือมาบตาพุดระยะที่ 3 ซึ่งจะช่วยสนับสนุนธุรกิจที่ใช้ก๊าซธรรมชาติผลิตไฟฟ้า และเมื่อกัลฟ์สามารถนำเข้าก๊าซ LNG ได้เอง จะช่วยลดต้นทุนการผลิตไฟฟ้าได้อย่างมีนัยสำคัญ

ส่วนที่บริษัทเข้าไปถือหุ้นใหญ่ในบริษัท อินทัช โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) บริษัทแม่ของเอไอเอสและไทยคมนั้น เป็นการมองไปยังธุรกิจที่มีศักยภาพ ซึ่งจะช่วยต่อยอดการเติบโตของรายได้อย่างมาก

ด้านนายสมชัย เลิศสุทธิวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส กล่าวว่า แบ่งสัดส่วนธุรกิจออกเป็น 3 แกนหลัก ได้แก่

1.ธุรกิจโมบายล์ ปัจจุบันมี 5จี เป็นพระเอกสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจ มองว่าโครงข่าย 5จี ที่มีคุณภาพมาตรฐานระดับสากล จะเป็นการสร้างโอกาสมหาศาลให้กับภาคธุรกิจและภาคอุตสาหกรรมของไทย โดยประเมินว่าในปี 2025 มูลค่าตลาด 5จี เมืองไทยจะเติบโตสูงถึง 1.2 พันล้านดอลลาร์

2.กลุ่มธุรกิจไฟเบอร์ และเอ็นเตอร์ไพร์สบิซิเนส เป็นตลาดที่มีศักยภาพ เติบโตตามการใช้งานอินเทอร์เน็ต และแกนที่

3.ธุรกิจดิจิทัล เซอร์วิส จะเข้ามาช่วยต่อยอดฐานลูกค้าของเอไอเอสที่มีอยู่มากกว่า 42 ล้านราย โดยการเข้าไปร่วมมือกับพาร์ทเนอร์ในหลากหลายอุตสาหกรรม เช่น ไมโครซอฟท์ หรือ ธนาคารไทยพาณิชย์ จะทำให้มีบริการที่ครบวงจรมากขึ้น และสร้างการเติบโตไปพร้อมๆ กันกับพาร์ทเนอร์

ส่วน จรีพร จารุกรสกุล ประธานคณะกรรมการบริษัทและประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ WHA กล่าวว่า ในปี 2565 กลุ่มดับบลิวเอชเอมีแผนที่จะนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้มากขึ้น ทั้งในเรื่องของพลังงาน ระบบออโตเมชั่น โดยจะมีการทำแซนด์บ็อกขึ้นมาในนิคมอุตสาหกรรม รวบรวมหลายๆ เทคโนโลยีมาเข้ามาไว้ด้วยกัน โดยเฉพาะ Digital Health Tech