วันศุกร์ที่ผ่านมา ดัชนีปรับตัวขึ้น ในกรอบประมาณ 5-10 จุด โดยตลาดหุ้นได้ sentiment เชิงบวกจากการปรับเพิ่มเพดานหนี้ของวุฒิสภาสหรัฐ
นอกจากนี้นักลงทุนยังติดตามการรายงานตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐ ในคืนวันนี้ ส่วนหุ้นในกลุ่มพลังงานยังคงปรับตัวขึ้น ตามราคาน้ำมัน แต่มีแรงขายในหุ้นกลุ่มการเงิน และธนาคารส่งผลให้ดัชนี SET Index ปิดตลาดที่ 1,639.41 จุด +5.69 จุด +0.35% มูลค่าการซื้อขาย 92,939 ลบ.ต่างชาติ +481.36 ลบ. TFEX +2,552 สัญญา ตราสารหนี้ -38.08 ลบ.
ปัจจัยบวก
+ ราคาน้ำมันดิบ WTI เพิ่มขึ้น 1.05 ดอลลาร์ +1.3% ปิดที่ 79.35 ดอลลาร์/บาร์เรล สูงสุดนับตั้งแต่ 31 ต.ค. 2557 และพุ่งขึ้น 4.6% ในรอบสัปดาห์จากภาวะตึงตัวของปริมาณพลังงานทั่วโลกหนุนราคาน้ำมันดิบสหรัฐขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบเกือบ 7 ปี ขณะที่ผู้ใช้พลังงานรายใหญ่เผชิญความยากลำบากในการรับมือกับอุปสงค์ที่เพิ่มขึ้น
+ PMI ภาคบริการของจีนกลับมาขยายตัวอีกครั้งในเดือนก.ย. หลังจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในมณฑลเจียงสูของจีนเริ่มบรรเทาลง นอกจากนี้ การขยายตัวของภาคบริการยังเป็นปัจจัยหนุนเศรษฐกิจจีนให้ฟื้นตัวขึ้นด้วย
+รมว.คลังสหรัฐมั่นใจว่าท้ายที่สุดแล้วสภาคองเกรสอนุมัติการเพิ่มเพดานหนี้ของรัฐบาลกลางสหรัฐ ซึ่งจะช่วยให้สหรัฐสามารถหลีกเลี่ยงการผิดนัดชำระหนี้ครั้งประวัติศาสตร์
+ อังกฤษจะถอด 47 ประเทศซึ่งรวมถึงไทย แอฟริกาใต้ อินเดีย และตุรกี ออกจากบัญชีแดง (Red List) มีผลวันนี้
+ รัฐบาลพอใจคนปรับตัวสู่วิถีใหม่ ดันยอดใช้จ่ายตามมาตรการรัฐแตะ 9.6 หมื่นลบ.
+ โฆษกรัฐบาล เผย WHO ยกระดับระบบการกำกับดูแลวัคซีนของไทยดีขึ้น
ปัจจัยลบ
+/- ดัชนีดาวโจนส์ปิดลดลง 8.69 จุด -0.03% หลังสหรัฐเปิดเผยข้อมูลการจ้างงานของสหรัฐเพิ่มขึ้นน้อยกว่าคาดในเดือนก.ย. เพียง 194,000 ตำแหน่ง ต่ำกว่าคาดที่ 500,000 ตำแหน่ง แต่นลท.ยังคงคาดการณ์ว่าเฟดจะเริ่มปรับลด QE ภายในปีนี้ ทั้งนี้สัปดาห์ที่ผ่านมาดัชนีดาวโจนส์ +1.2%
- นสพ.วอลล์ สตรีท เจอร์นัล รายงานว่า หน่วยปฏิบัติการพิเศษและกองนาวิกโยธินของสหรัฐได้ปฏิบัติการฝึกกองกำลังทหารอย่างลับ ๆ ในไต้หวัน ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับอิทธิพลของจีน
-โกลด์แมน แซคส์ ปรับลดคาดการณ์ GDP ของสหรัฐในปี 64 ลงสู่ระดับ 5.6% จาก 5.7% และปรับลด GDP ในปี 65 ลงสู่ระดับ 4% จาก 4.4% โดยระบุว่า การใช้จ่ายของผู้บริโภคสหรัฐมีแนวโน้มฟื้นตัวช้ากว่าคาด และคาดว่ามาตรการสนับสนุนด้านการคลังของสหรัฐจะชะลอตัวลงจนถึงสิ้นปี 65
- ผู้ว่าการธนาคารกลางจีน (PBOC) เปิดเผยในการประชุมของธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศ (BIS) ว่า จีนจะยังคงควบคุมบริษัทแพลตฟอร์มอินเทอร์เน็ตต่อไป เพื่อไม่ให้มีพฤติกรรมผูกขาดตลาด
- นายกฯ ห่วงโควิดคลัสเตอร์ใหม่เพิ่ม นัดประชุมศบค.ประเมินสถานการณ์ 14 ต.ค.
- นายอนุสรณ์ ธรรมใจ ชี้ไทยเสี่ยงเผชิญ Stagflation ชั่วคราว คาด Q1/65 น้ำมันแตะ 100 ดอลล์
- กอนช.เฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงดินถล่ม น้ำล้นอ่างเก็บ แม่น้ำโขง ช่วง 11-16 ต.ค.
- ศบค.รายงานสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในประเทศวันนี้ พบผู้ติดเชื้อรายใหม่รวม 10,035 ราย มีผู้เสียชีวิต 60 ราย รักษาหาย 10,590 ราย
แนวโน้มตลาดวันนี้
คาดดัชนีในวันนี้มีโอกาสแกว่งตัว Sideway ออกข้าง โดยยังขาดปัจจัยใหม่เข้าหนุนตลาด นักลงทุนยังติดตามสถานการณ์น้ำท่วมในหลายจังหวัดอย่างใกล้ชิด ขณะที่ราคาน้ำมันดิบ WTI ที่ปรับตัวขึ้นต่อเนื่องหนุนหุ้นกลุ่มพลังงาน มองกรอบดัชนีในวันนี้ที่ 1630-1,650 จุด
กลยุทธ์การลงทุน
• ค่าการกลั่นปรับตัวขึ้นเป็นบวกต่อ : TOP SPRC ESSO PTTGC
• ศบค.ผ่อนคลายมาตรการ : MINT ERW CENTEL AWC SHR ASAP AOT BEM BTS
• ครม.ไฟเขียวจัดตั้งเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษเพิ่มเติม 6 แห่ง : ROJNA WHA EGCO
• ราคาถ่านหินปรับตัวขึ้นอยู่ในระดับสูง : LANNA BANPU AGE TCC
หุ้นรายงานพิเศษ
ประเด็นบวกกลุ่มโรงกลั่น
TOP SPRC ESSO PTTGC
•ค่าการกลั่นปรับตัวขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 2 ปีที่ 5 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล โดยได้แรงหนุนจากการฟื้นตัวขึ้นเศรษฐกิจโลกหลังเริ่มมีการฉีดวัคซีนต่อเนื่องและทยอยเปิดเมือง โดย Spread น้ำมันเบนซิน น้ำมันดีเซล และน้ำมันอากาศยานปรับตัวขึ้นราว 18%QTD 31%QTD และ 71%QTD ตามลำดับเป็นปัจจัยหนุนต่อค่าการกลั่นโดยรวม
•ความเห็น เรามีมุมมองบวกต่อผลประกอบการ 3Q64 เนื่องจากค่าการกลั่นกลับมายืนเหนือ 3 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลซึ่งเกือบถึงระดับ Breakeven ที่ 3-4 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลของโรงกลั่นในไทย นอกจากนี้ ราคาน้ำมันที่ทรงตัวในระดับสูง 75 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ทำให้คลายกังวลเรื่องขาดทุนจากสต็อกน้ำมันดิบ โดยเราชอบ TOP SPRC ESSO และ PTTGC
หุ้นมีข่าว
(+) COM7 ( Bloomberg Consensus 83.00 บาท) COM7 ปลื้มยอดจองไอโฟน 13 ทะลัก ระบุดีกว่าไอโฟน 12 ดันผลงานไตรมาส 4/2564 นิวไฮ แย้มไตรมาส 3/2564 ปิดสาขาในห้างเดือนครึ่ง แต่ผลประกอบการยังเป็นกำไร พร้อมคงเป้ายอดขายปีนี้เติบโต 15-20% เล็งปรับกลยุทธ์การเปิดสาขาในปีหน้าจะเน้น Stand Alone และ Pop-up Store มากขึ้นลดการเปิดสาขาในห้างลง หลังจากได้รับผลกระทบจากโควิด-19 พร้อมวางเป้ายอดขายทางออนไลน์ปีหน้าขยับเพิ่มเป็น 10% (ที่มา ทันหุ้น)
(+) DITTO ( Bloomberg Consensus 23.50 บาท) คว้างานภาครัฐ 3 โปรเจ็กต์ พัฒนาระบบลายมือชื่อดิจิทัลของสำนักงานศาลยุติธรรม-งานพัฒนาระบบจัดเก็บค่าธรรมเนียมนักท่องเที่ยวต่างชาติ ของกระทรวงท่องเที่ยว และงานบริหารจัดการเอกสารกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โชว์แบ็กล็อกในมือ 1 พันล้านบาท (ที่มา ทันหุ้น)
(+) KEX ( Bloomberg Consensus 45.00 บาท) “เคอรี่ เอ็กซ์เพรสฯ” หรือ KEX ส่งซิกผลงานครึ่งปีหลังโตเด่น รับเต็มซีซั่นช้อปช่วงปลายปี ลั่น Q3 และ Q4 ปริมาณการขนส่งพุ่ง 2 หลัก อานิสงส์ช้อปปิ้งออนไลน์ขยายตัวสูง พร้อมจับตาประกาศดีลใหม่กับพันธมิตรสัปดาห์นี้ (ที่มา ข่าวหุ้น)
(+) CHG ( Bloomberg Consensus 4.50 บาท) “รพ.จุฬารัตน์” หรือ CHG แย้มผลงานไตรมาส 3/64 จ่อทำนิวไฮ อานิสงส์ผู้ป่วยโควิด-ผู้ป่วยปกติแอดมิทในระดับสูง ขณะที่ไตรมาส 4/64 จ่อเปิดศูนย์หัวใจที่ จ.ระยอง พร้อมฉีดวัคซีน Moderna รอบแรก 1-2 แสนโดส ภายในสิ้นปี ลั่นปีนี้รายได้-กำไรพุ่ง (ที่มา ข่าวหุ้น)









