บอร์ดกพอ.ดันเมืองการบิน   นำร่องเขตส่งเสริมอีอีซี 

บอร์ดกพอ.ดันเมืองการบิน    นำร่องเขตส่งเสริมอีอีซี 

การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในอีอีซีมีความคืบหน้ามากขึ้น ในระยะ 5 ปีข้างหน้าการดึงการลงทุนในพื้นที่อีอีซีเป็นประเด็นสำคัญ ล่าสุดบอร์ด กพอ.อนุมัติในหลักการให้มีการจัดทำเขตส่งเสริมพิเศษขึ้นอย่างน้อย 6 แห่ง โดยให้เมืองการบินภาคตะวันออกเป็นเขตส่งเสริมนำร่องในอีอีซี

วิกฤติโควิด-19 ค่อยๆคลี่คลายความคาดหวังกิจกรรมเศรษฐกิจต่างๆที่จะเริ่มกลับมาเป็นปกติ (Normal) ในรูปแบบใหม่ (New)จะ ซึ่งโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) เป็นหนึ่งในความหวังดังกล่าว สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.)ประมาณการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ ว่าในช่วงแต่ละปีหลังจากนี้ อีอีซีจะดึงเม็ดเงินลงทุนได้ 3-4 แสนล้านบาทต่อปี เพื่อผลักดันผลิตภัณฑ์มวลรวมประเทศ (จีดีพี) ให้ขยายตัว 5%

ดังนั้นอีอีซีในระยะข้างหน้าต้องเพิ่มการลงทุนมากกว่า 1.7 ล้านล้านบาทโดยแผนที่ สกพอ.จะทำ ส่วนหนึ่งมาจากการขับเคลื่อนลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และจะมีการสร้างเมืองใหม่ เพื่อทำให้เม็ดเงินลงทุนที่ตอนนี้มีจากโครงสร้างพื้นฐาน และการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ )8 แสนล้าน จะเพิ่มเข้ามาอีกปีละ 2 แสนล้าน

คณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) เปิดเผยภายหลังการประชุม คณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม เป็นประธานเห็นชอบให้สกพอ. ไปจัดทำร่างจัดทำสิทธิประโยชน์เพื่อดึงดูดการลงทุนใน 6 เขตพื้นที่ในอีอีซีเพื่อส่งเสริมการลงทุนอุตสาหกรรมเป้าหมายได้แก่ เขตส่งเสริมเมืองการบินภาคตะวันออก (EECa) เขตส่งเสริมรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน เขตส่งเสริมการแพทย์จีโนมิกส์ เขตส่งเสริมศูนย์นวัตกรรมการแพทย์ครบวงจร เขตส่งเสริมนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EECi) และเขตส่งเสริมอุตสาหกรรมและนวัตกรรมดิจิทัล (EECD)

โดยพื้นที่สำคัญที่จะมีการนำร่องให้ใช้สิทธิประโยชน์ในเขตส่งเสริมพิเศษที่อีอีซีจะเป็นหน่วยงานที่ร่างขึ้นมาคือเขตส่งเสริมฯ เมืองการบินภาคตะวันออก ที่ถือเป็นพื้นที่ต้นแบบ (Sandbox) ที่จะยกระดับการปฏิรูปและยกระดับประเทศไทย ตามข้อเสนอเรื่อง 10 for 10 ของสถานทูตสหรัฐที่ได้เสนอแนวทางในการยกระดับการพัฒนาประเทศไทยให้สามารถก้าวสู่ 10 อันดับของประเทศที่ประกอบธุรกิจง่ายที่สุด (Ease of doing business) ได้ในที่สุด โดย สกพอ.มีแผนที่จะดูแลผู้ประกอบกิจการที่ได้รับอนุญาตแบบครบวงจร (End to end) เพื่อสนับสนุนทุกช่วงเวลาของการประกอบกิจการ

 

ทั้งนี้แนวทางที่ สกพอ.ได้มีการศึกษาแนวทางการขับเคลื่อนการลงทุนในพื้นที่อีอีซีให้ได้มากขึ้นตามเป้าหมายการให้ความสำคัญกับโครงการลงทุนที่มีศักยภาพเพื่อผลักดันการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ แบ่งเป็น 5 ด้านที่สำคัญได้แก่ 1.การสร้างนวัตกรรมการให้บริการและการดำเนินการด้านสิทธิประโยชน์ของภาครัฐในเชิงรุก ,2.มุ่งเน้นนักลงทุนกลุ่มเป้าหมายที่มีศักยภาพ,

3.การออกแบบสิทธิประโยชน์ที่เหมาะสมและตรงกับความต้องการของนักลงทุนแต่ละราย 4.การสร้างบรรยากาศที่ดีในการลงทุน และ 5.การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเป็นเครื่องมือในการบริหารงานภาครัฐและการบริการสาธารณะ

รายงานข่าวจากที่ประชุม กพอ.เปิดเผยว่าบีโอไอได้รายงานในการประชุมฯว่าปัจจุบันโครงการเมืองการบินภาคตะวันออกได้รับความสนใจจากนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ โดยบีโอไอได้จัดส่งรายชื่อบริษัทเอกชนที่อาจสนใจที่จะเข้ามาลงทุนโดยส่วนใหญ่เป็นในกลุ่มอุตสาหกรรมการบิน (Aviation) 6 ราย ซึ่งทั้ง 3 กลุ่มนี้เป็นกลุ่มบริษัทที่ลงทุนในประเทศไทยอยู่แล้วและได้รับการส่งเสริมการลงทุนแล้ว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบเขตส่งเสริมฯเพื่อรองรับการประกอบกิจการในภาคอุตสาหกรรม และการค้า และบริการเพิ่มเติมในพื้นที่อีอีซีเพื่อรองรับการเติบโตในพื้นที่อีอีซีในอนาคต โดยในส่วนของพื้นที่ซึ่งส่งเสริมรูปแบบนิคมอุตสาหกรรม เพิ่มเติมมีจำนวน 5 แห่งมีพื้นที่ทั้งสิ้น 6.8 พันไร่ พื้นที่ประกอบกิจการ 5.1 พันไร่ คาดว่าจะมีการลงทุนประมาณ 3 แสนล้านบาทภายใน 10 ปี (2564 - 2573)

ก่อนหน้านี้เลขาธิการอีอีซีเปิดเผยว่าหลังจากสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลาย สกพอ.ตั้งเป้าว่าในช่วงปลายปี 2564 สกพอ.จะเริ่มทำโรดโชว์ท่าอากาศยานอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออกรวมทั้งจะเปิดหน้าดินให้โครงการโครงสร้างพื้นฐานเริ่มงานก่อสร้าง โดยสัญญาว่าภายในปี 2564จะเริ่มเห็นการเปิดหน้าดินเป็นเรื่องราวทั้งท่าอากาศยานอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก รวมไปถึงโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3สนามบิน (ดอนเมือง สุวรรณภูมิ อู่ตะเภา)

“สนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก ถือเป็นหัวใจของอีอีซี ซึ่งขณะนี้ทราบว่าเอกชนอยู่ระหว่างทำแผนพัฒนา และมีการวางรูปแบบดีไซด์คอนเซ็ปต์สนามบินนี้อย่างน่าสนใจ เพราะทางทีมกำลังเสนอคอนเซ็ปต์ให้ที่นี่เป็นสนามบินEntertainment and Artเพื่อโตเป็นศูนย์กลางในภูมิภาค”

สำหรับโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออกมีมูลค่าการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนประมาณ 200,000 ล้านบาทมีกำหนดเปิดบริการในปี 2568 โดยอีอีซีได้มีการลงนามสัญญาร่วมลงทุนโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก กับ บริษัทอู่ตะเภา อินเตอร์เนชั่นแนล เอวิเอชั่น จำกัดเป็นที่เรียบร้อยตั้งแต่ปี 2563 ที่ผ่านมา 

โดยบริษัทอู่ตะเภา อินเตอร์เนชั่นแนล เอวิเอชั่น จำกัด” ทุนจดทะเบียน 4.5 พันล้านบาท เป็นการร่วมทุนระหว่างบริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BA ถือหุ้น 45%,บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด 35% และบริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ STEC ถือหุ้น20%โดยจะมีทาง Narita International Airport Corporation เป็นผู้รับจ้างในการบริหารสนามบินอู่ตะเภา