วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

‘หุ้นไทย’ เปิดตลาดร่วง 10.62 จุด ตามทิศทางภูมิภาค

"หุ้นไทย" เปิดเช้านี้ร่วง 10.62 จุด หรือ 0.66% อยู่ที่ 1,605.88 จุด จากแรงกดดันตลาดหุ้นสหรัฐปรับฐาน หลังบอนด์ยิลด์สหรัฐพุ่งสูงสุดในรอบ 3 เดือน คาดกดดัชนีแกว่ง 1,590-1,632 จุด จับตาประชุม กนง.วันนี้ คาดลดดอกเบี้ย 0.25%

ความเคลื่อนไหวดัชนี "หุ้นไทย" เช้าวันนี้ (29 ก.ย.2564) เปิดตลาดปรับตัวลดลงอยู่ที่ 1,605.88 จุด ลดลง 10.62 จุด หรือ 0.66% และยังเคลื่อนไหวในแดนลบต่อเนื่อง

นักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) โนมูระ พัฒนสิน ระบุว่า คาดตลาด "Sideways/Down" ต้าน 1625/1632 จุด รับ 1600/1590 จุด ตลาดหุ้นสหรัฐฯปรับฐานแรง S&P500 -2.04%, NASDAQ -2.83% โดยได้รับแรงกดดันจาก US Bond Yiled 10 ปี ที่พุ่งแรง +6.9 bps สู่ระดับ 1.56% สูงสุดในรอบ 3 เดือน ขณะที่ถ้อยแถลงของนายเจอโรม พาวเวล ประธาน FED ส่งสัญญาณว่าสหรัฐฯจะเผชิญภาวะเงินเฟ้อพุ่งสูงนานกว่าที่คาดไว้ และนางเจเน็ต เยลเลน รมว.คลังมองว่าอัตราเงินเฟ้อจะพุ่งแตะ 4% ภายในสิ้นปีนี้ สูงกว่าที่ Nomura คาดที่ 3.5%

นอกจากนี้ มีความเสี่ยงเพิ่มเติมจากการที่วุฒิสมาชิกพรรครีพับลิกันมีความเห็นขัดแย้งต่อร่างกฎหมายงบประมาณชั่วคราวและการเพิ่มเพดานหนี้ อาจส่งผลให้เกิด Government Shutdown ในสิ้นเดือนนี้ เนื่องจากขาดงบประมาณ ทำให้โดยรวมเป็นจิตวิทยาลบต่อสินทรัพย์เสี่ยง และทำให้ตลาดเอเชียเช้านี้ปรับฐานแรงตามไปด้วย

ส่วนภายใน ตัวเลขผู้ติดเชื้อวันนี้เพิ่มขึ้น 10,414 ราย เสียชีวิต 122 ราย ขณะที่ยอดหายป่วยกลับบ้านมากกว่ายอดติดเชื้อใหม่ที่ 11,580 ราย แต่ประเด็นที่ต้องติดตามวันนี คือการประชุมกนง. Nomura คาดจะปรับลดดอกเบี้ยลงอีก 25 bps สู่ระดับ 0.25% ในการประชุมครั้งนี้ ซึ่งสวนทางกับเสียงส่วนใหญ่ของ Consensus กว่า 19 ใน 22 ที่คาดจะคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับเดิม ในเชิงกลุยทธ์ เราแบ่งออกเป็น 2 กรณี

1) กรณีลดดอกเบี้ย 0.25% ค่าเงินบาทจะอ่อนค่าเร่งตัว รับคาดการณ์นโยบายการเงินมี Downside ผลกระทบต่อตลาด

- กลุ่มธนาคาร: จะพักฐานระยะสั้น กรณีลดดอกเบี้ย Surprise ตลาด กลุ่มธนาคารจะมีแรงกดเพิ่มเติมรับ Downside การปรับสมมติฐานลง จากส่วนต่างดอกเบี้ยรับสุทธิ(NIM) ที่แคบลง โดยธนาคารใหญ่ Downside กำไรสุทธิราว 12-18% แต่ชดเชยได้ด้วยการขยายระยะเวลาลดเงิน FIDF ดังนั้น ให้เน้นอ่อนตัวซื้อ BANK เพื่อระยะยาว เนื่องจากเป็นจุดสิ้นสุดดอกเบี้ยขาลง SCB, KBANK, BBL น่าสนใจตั้งรับ ขณะที่ TISCO เป็น Hire-purchase ที่ได้ผลบวกมากสุด

- กลุ่ม Consumer Finance: จะฟื้นตัว จากภาพบวกต่อ Cost of Fund โดยแบ่งเป็นสินเชื่อรถบรรทุก บวกต่อ THANI มากสุด 0.61-1.42% รองลงมาเป็น MICRO +0.45%-1.39% ส่วนกลุ่มจำนำทะเบียนบวก TIDLOR มากสุด 0.39%-0.69% รองลงมา MTC 0.3%-0.67% ขณะที่ความเสี่ยงด้านการแข่งขันจากการปรับโครงสร้างของธนาคารจะกระทบฐานกำไรกลุ่นปีที่ 3 เป็นต้นไป ดังนั้น ช่วง 2 วันที่ผ่านมาตลาดซึมรับเรื่องนี้ไปแล้ว เน้น MTC, TIDLOR, JMT, SINGER เด่น

- กลุ่มส่งออกจะได้ประโยชน์จากค่าเงินบาทที่อาจอ่อนค่าเร่งตัว ถึง 34.5บาทต่อเหรียญฯ ในระดับเดือน หุ้น KCE, HANA, TU, ASIAN เด่น

2) กรณี คงดอกเบี้ย 0.5% กลุ่มธนาคารจะประคองตลาดต่อ จากวงจรดอกเบี้ยขาลงสิ้นสุดเช่นกัน เน้น SCB, KBANK, BBL ส่วนกลุ่ม Consumer Finance จะค่อยๆ ฟื้นตาม เน้น TIDLOR, JMT, SINGER ขณะที่ค่าเงินบาทจะค่อยๆ zigzag อ่อนค่าขึ้น 34-34.25บาทต่อเหรียญฯ บวกต่อ TU, KCE

ส่วนวันนี้ Tfex สัญญา S50U21 จะซื้อขายเป็นวันสุดท้าย และ Rollover ไปเป็น S50Z21 อาจจะมีความผันผวนในช่วงท้ายตลาด โดยยอดสุทธิในปัจจุบัน ต่างชาติ 31,523 สัญญา นักลงทุนสถาบัน -4,260 สัญญา นักลงทุนรายย่อย -27,263

โดยกลยุทธ์การลงทุน US Bond Yield ที่พุ่งแรง กดดันสินทรัพย์เสี่ยง ขณะที่ภายในจับตาการประชุมกนง. กลยุทธ์แนะนำถือหุ้น 50% คงพอร์ตหลักกลุ่มที่จะ Outperform SET ได้แก่ ได้แก่ โรงไฟฟ้า(GPSC, GULF, BCPG) โรงพยาบาล(BDMS, BH, BCH, CHG) กลุ่มสื่อสารฯ(ADVANC) ส่งออก(KCE, HANA. SAPPE) โรงกลั่น(TOP, PTTGC)