วันอาทิตย์ ที่ 18 ตุลาคม 2569

Login
Login

ผู้ติดเชื้อในประเทศชะลอตัว (28 ก.ย. 64)

วันจันทร์ที่ผ่านมา ดัชนีปรับตัวลงแรง ในช่วงบ่าย จากแรงขายลดความเสี่ยงในหุ้นบางกลุ่ม และมีปัจจัยกดดันในหุ้นกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับเหรียญดิจิตอล

นอกจากนี้ยังมีความกังวลปัญหาน้ำท่วมภายในประเทศ และการประชุมศบค. ที่มีการต่อพรก. ฉุกเฉินไปถึงเดือนพ.ย. ส่วนหุ้นในกลุ่มพลังงานและปิโตร ปรับตัวขึ้นตามราคาน้ำมัน ส่งผลให้ดัชนี SET Index ปิดตลาดที่ 1,620.02 จุด -11.13 จุด -0.68% มูลค่าการซื้อขาย 135,802 ลบ. ต่างชาติ -3,909.89 ลบ. TFEX -26,081 สัญญา ตราสารหนี้ +275.06 ลบ.

ปัจจัยบวก    

+ ราคาน้ำมันดิบ WTI เพิ่มขึ้น 1.47 ดอลลาร์ +2% ปิดที่ 75.45 ดอลลาร์/บาร์เรล ขานรับคาดการณ์ว่าความต้องการใช้น้ำมันจะพุ่งขึ้นเนื่องจากเศรษฐกิจส่งสัญญาณฟื้นตัว นลท.จับตารายงานสต็อกน้ำมันดิบของสหรัฐและการประชุมของกลุ่มโอเปคพลัส ในวันที่ 4 ต.ค.
+ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัทไฟเซอร์ กล่าวว่า โลกจะกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติอีกครั้งภายใน 1 ปี และมีแนวโน้มว่าในอนาคตวัคซีนป้องกันโควิด-19 จะกลายเป็นวัคซีนประจำปีที่ทุกคนต้องฉีดซ้ำเพื่อป้องกันโรค
+ สหรัฐ เปิดเผยว่า ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนของสหรัฐ เช่น เครื่องบิน รถยนต์ และเครื่องจักรขนาดใหญ่ที่มีอายุการใช้งานตั้งแต่ 3 ปีขึ้นไป พุ่งขึ้น 1.8% ในเดือนส.ค. แรงกว่าที่เพิ่มขึ้น 0.5% ในเดือนก.ค.
+ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คงคาดการณ์ส่งออกในปี 64 เติบโต 12.4% โดยมองว่าในช่วงที่เหลือของปีนี้ ภาคการส่งออกจะยังเป็นปัจจัยหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจต่อเนื่อง
+ มติศบค. เมื่อวานนี้ จะคลายล็อกขยายการเปิดกิจการ-กิจกรรมเพิ่มเติม คือสิ่งแวดล้อมปลอดภัย, พนักงานปลอดภัย และผู้ใช้บริการปลอดภัย และปรับลดเวลาเคอร์ฟิว 4 ทุ่ม-ตี 4 เพื่อขยายเวลาสำหรับกิจการ-กิจกรรม เปิดบริการได้ถึง 21.00 น. คือห้างสรรพสินค้า ร้านสะดวกซื้อ ลานกีฬากลางแจ้งและในร่ม
+ ศบค.รายงานสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในประเทศวันนี้ต่ำกว่าหมื่นราย พบผู้ติดเชื้อรายใหม่รวม 9,489 ราย มีผู้เสียชีวิต 129 ราย รักษาหาย 12,805 ราย

 

 

 

 

ปัจจัยลบ

+/- ดัชนีดาวโจนส์ปิดเพิ่มขึ้น 71.37 จุด +0.21% ได้ปัจจัยหนุนจากแรงซื้อหุ้นกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากการเปิดเศรษฐกิจ และยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนของสหรัฐพุ่งขึ้นเกินคาดในเดือนส.ค. อย่างไรก็ดี ดัชนี Nasdaq และ S&P500 ปิดลบเนื่องจากการพุ่งขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐได้ฉุดหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีซึ่งมีความอ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ย
- ผลการศึกษาโดยมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ด เปิดเผยว่า การระบาดใหญ่ของไวรัสโควิด-19 ทำให้อายุขัยเฉลี่ยของมนุษย์ในปี 2563 ลดลงมากที่สุดนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 โดยอายุขัยของชายชาวอเมริกันลดลงมากกว่า 2 ปี
- วิกฤตด้านพลังงานของจีนเริ่มส่งผลกระทบต่อประชาชน ทั้งยังเพิ่มความเสี่ยงต่อการขาดเสถียรภาพในสังคมซ้ำเติมภาวะชะงักงันในห่วงโซ่อุปทานที่ลุกลามไปทั่วโลก
- เกาหลีเหนือได้ยิงขีปนาวุธลงสู่ทะเลญี่ปุ่นในช่วงเช้าวันนี้
- เฟดสาขาดัลลัส เปิดเผยผลสำรวจระบุว่า ดัชนีภาคการผลิตรัฐเท็กซัสปรับตัวลงสู่ระดับ 4.6 จุดในเดือนก.ย. จากระดับ 9.0 ในเดือนส.ค.
-อิทธิพลร่องมรสุมและพายุเตี้ยนหมู่ ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก ในพื้นที่ 26 จังหวัด ซึ่งทำให้บ้านเรือนและทรัพย์สินของประชาชนในพื้นที่ได้รับความเสียหาย

 

แนวโน้มตลาดวันนี้    

คาดดัชนีตลาดหุ้นไทยมีโอกาส Rebound ระยะสั้น โดยมีแรงหนุนจากหุ้นกลุ่มพลังงาน หลังราคาน้ำมันดิบ WTI ปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง ประกอบกับตัวเลขผู้ติดเชื้อโควิด-19 รายใหม่ในประเทศ ปรับตัวลงต่ำกว่าระกับ 1 หมื่นรายต่อวัน คาดดัชนีเคลื่อนไหวในกรอบ 1,610-1,630 จุด

 

กลยุทธ์การลงทุน

• เราเที่ยวด้วยกันเฟส 3-ทัวร์เที่ยวไทย AOT MINT ERW CENTEL ASAP
• ค่าการกลั่นปรับตัวขึ้นเป็นบวกต่อ TOP SPRC PTTGC
• ตลท.จ่อปรับเกณฑ์คำานวณSET50 - SET100 หุ้นที่ได้รับผลเสีย DELTA NRF PSL INTUCH หุ้นที่ได้ประโยชน์ BBL SCB KBANK TISCO
 

• ศบค. ผ่อนคลายเปิดโรงหนัง-ปรับเวลาเคอร์ฟิว-เวลาเปิดร้านอาหาร MAJOR AU ZEN M CPALL

 

หุ้นรายงานพิเศษ  

                          PRINC – “มุมมองบวกต่อช่วง 2H64”

•งวด 2Q64 ขาดทุนลดลงเหลือ 171 ลบ. +7%YoY +1%QoQ โดยมีรายได้จากกิจการโรงพยาบาลเท่ากับ 845 ลบ. +89%YoY +30%QoQ ได้รับผลบวกจากสถานการณ์โควิด-19 ที่ทวีความรุนแรง ส่งผลให้มีผู้มาตรวจและรักษาโควิด-19 เพิ่มขึ้นทั้งในส่วนของโรงพยาบาลและ Hospitel แม้ EBITDA จะพลิกเป็นบวกตั้งแต่งวด 1Q64 (EBITDA_1Q64 = 11 ลบ. EBITDA_2Q64 = 25 ลบ.) แต่ยังมีค่าเสื่อมราคาราว 150 ลบ.ต่อไตรมาสทำให้บริษัทมีผลประกอบการขาดทุน งวด 1H64 ขาดทุน 316 ล้านบาทสูงกว่างวด 1H63 ที่ขาดทุน 287 ล้านบาท

•ลุ้น Turnaround ในช่วง 2H64 จากจำนวนเคสโควิด-19 ที่เร่งตัวขึ้น ช่วยหนุนจำนวนผู้ใช้บริการเพิ่มขึ้น โดยก่อนหน้านี้ PRINC ได้ขยายความสามารถในการรองรับผู้ป่วยโควิด-19 ทั้ง รพ.สนาม และ Hospitel ทำให้จำนวนเตียงเพิ่มขึ้นจาก 1,000 สู่ 2,000 เตียง นอกจากนี้ ยังมีการทยอยรับรู้รายได้จากการฉีดวัคซีนทางเลือก 1.Moderna จำนวน 6 แสนโดส (ขายแล้วกว่า 65%) คาดองค์การเภสัชฯจะนำส่งช่วงกลางเดือน ต.ค. ส่วนอีก 35% มีกลุ่มสถาบันการศึกษาติดต่อมาขอรับบริการ 2.Sinopharm จำนวน 1 แสนโดส ปัจจุบันขายหมดแล้วและกำลังทยอยให้บริการฉีดวัคซีน

•ความเห็น เรามีมุมมองบวกต่อผลการดำเนินงานในช่วง 2H64 ที่มีแนวโน้มดีกว่า 1H64 และเห็นทิศทางที่ดีของผลการดำเนินงานงวด 3Q64 แนะนำ ซื้อเก็งกำไร

 

หุ้นมีข่าว

(+) JR ( Bloomberg Consensus - บาท) JR คว้างานใหม่สร้างโรงไฟฟ้าของ อมตะ บี.กริม เพาเวอร์ (ระยอง) 3 มูลค่ารวม 165.85 ล้านบาท ดัน Backlog เพิ่มแตะระดับ 5.5 พันล้านบาท กินยาวกว่า 3 ปี เดินหน้าเข้าประมูลงานใหม่อีกเพียบ เน้นงานมาร์จิ้นสูง รอเปิดประมูลงานรถไฟฟ้าสายสีเหลือง-สีชมพู เฟส 2 มูลค่า กว่า 6,000 ล้านบาท มั่นใจผลงานปีนี้เติบโตตามเป้าหมายที่วางไว้ (ที่มา ทันหุ้น)

(+) NRF ( Bloomberg Consensus 9.25 บาท) NRF เอาด้วยรุกธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยง ซื้อหุ้น "โบทานีสตูดิโอ" ลุยตลาดอาเซียน เผยออเดอร์ในมือสูง 200-300 ล้านบาท โอกาสเติบโตสูงอุตสาหกรรมใหญ่ แย้มดีลยักษ์ใหญ่ระดับโลกสร้างโรงงาน Plant-Based พร้อมเดินหน้าร่วมกลุ่ม PTT ต่อยอดโต แย้มสินค้ากัญชงสกัดจาก CBD เริ่มออกสู่ตลาด ลั่นปีนี้ผลงานนิวไฮรายได้โต 50% จัดการขนส่งดีขึ้น (ที่มา ทันหุ้น)

(+) GLOBAL ( Bloomberg Consensus 27.00 บาท) จ่อรับทรัพย์หลังน้ำท่วมลด หนุนดีมานด์ซ่อมแซมอาคาร บ้านเรือนมากขึ้น ส่วนสาขาของบริษัทไม่ได้รับผลกระทบ ขณะที่การเปิดประเทศหนุนโอกาสปรับปรุงซ่อมอาคารโรงแรมมากขึ้น มั่นใจผลประกอบการทำนิวไฮ ยอดขายสาขาเดิม (SSSG) เติบโตสองหลัก เดินหน้าเปิดสาขาอีก 2 แห่ง ส่วนปีหน้าตั้งเป้าเปิดอีกราว 5 แห่ง เงินลงทุนประมาณ 2 พันล้านบาท (ที่มา ทันหุ้น)

(+) TEAMG ( Bloomberg Consensus 2.91 บาท) คงเป้าการเติบโตปีนี้ 10% เดินหน้ารับรู้งานในมือปัจจุบันที่ 3,600 ล้านบาท และอยู่ระหว่างติดตามใหม่เพิ่มกว่า 70 โครงการ ในช่วงครึ่งปีหลัง ล่าสุดเตรียม COD โครงการ Solar Rooftop และคว้าสัญญาโครงการติดตั้งและดำเนินการระบบผลิตน้ำประปา มูลค่า 245 ล้านบาท รุกสู่ธุรกิจ Non-Consulting Services เต็มรูปแบบ (ที่มา ทันหุ้น)