ภาพรวมหุ้นโลกยังแกว่งตัวรอผลประชุมเฟดและติดตามประเด็น Evergrande โดยเราเชื่อว่าเฟดจะส่งสัญญาณปรับลดการผ่อนคลาย (Tapering) ค่อนข้างแน่
เพียงแต่ปัจจัยสำคัญที่ตลาดติดตามคือขนาดและอัตราเร็วในการปรับลด ซึ่งประเมินตลาดจะตอบรับเชิงบวกการลดการซื้อพันธบัตรอยู่ในช่วงไม่เกิน 2 หมื่นล้านบาท โดยเฉพาะเดือนละ 1.0-1.5 หมื่นล้านบาท ขณะที่ปัญหาผิดนัดชำระของ Evergrande เราเห็นธนาคารกลางจีน (PBOC) อัดฉีดสภาพคล่องเพื่อป้องกันความกังวลลุกลามไปยังตลาดเงิน เรายังคงมุมมองเป็นความผันผวนระยะสั้นต่อตลาด แต่ไม่ลุกลามเป็นวิกฤติ
SCB น่าจะอยู่ระหว่างปรับโครงสร้างทางธุรกิจ ADVANC และ SCB แจ้งข่าวความร่วมมือจัดตั้งบริษัทร่วม AISCB ถือหุ้นในสัดส่วน 50:50 เพื่อประกอบธุรกิจให้บริการสินเชื่อผ่านดิจิตอลแพลตฟอร์ม (Digital lending) เพื่อสร้างการเข้าถึงบริการทางการเงินที่สะดวกมากขึ้น ซึ่งเราประเมินเป็นส่วนหนึ่งของการปรับโครงสร้างทางธุรกิจเพื่อรับมือการทำธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งอาจจะรวมถึงการจัดโครงสร้างทางธุรกิจใหม่ ซึ่งอาจจะรวมถึงการนำบริษัทย่อยในธุรกิจจำนำทะเบียนรถหรือบัตรเครดิตเข้ามาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์
ธุรกิจสินเชื่อจำนำทะเบียนรถ อาจเห็นการนำบริษัทลูกอย่าง SCB Leasing เข้ามาจดทะเบียนในตลท. ซึ่งมีข้อดีคือ 1)สามารถระดมทุนเพื่อเติบโตได้ด้วยตนเอง โดยไม่เป็นภาระต่อ SCB 2) เป็นการ unlock value เพราะตลาดให้ Valuation ธุรกิจเช่าซื้อ สูงกว่าธนาคารพาณิชย์ (PER 25-30x vs PER 8-10x) 3) น่าจะได้ขนาดธุรกิจที่ดี จากขนาดพอร์ตสินเชื่อเช้าซื้อที่ 2.3 แสนล้านบาท (MTC-SAWAD-TIDLOR ซื้อขายที่ market cap 1.7-2.0 เท่าของขนาดพอร์ตสินเชื่อ)
ธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลและบัตรเครดิต มีโอกาสที่ SCB จะแยกธุรกิจนี้เพื่อเข้าจดทะเบียนในตลท. ซึ่งมีข้อดีคือ 1) เพื่อตอบรับรูปแบบการปล่อยกู้ที่อาจจะเปลี่ยนไปในอนาคต ซึ่งรวมถึงรูปแบบของการให้สินเชื่อใหม่ๆ อย่าง P2P และการการกู้ยืมผ่านดิจิตอลแพลตฟอร์ม (Digital lending) 2) เป็นการ unlock value เนื่องจากตลาดให้ Valuation ธุรกิจบัตรเครดิตสูงกว่าธนาคาร (PER 25-30x vs PER 8-10x) 3) มีโอกาสที่ตลาดจะให้ความสนใจ จากขนาดพอร์สินเชื่อไม่มีหลักประกันอยู่ที่ 1.35 แสนล้านบาท (KTC ซื้อขายที่ market cap 2.9 เท่า ของขนาดพอร์ตสินเชื่อ)
เราประเมินความเคลื่อนไหวในการปรับโครงสร้างธุรกิจของ SCB จะทำให้เกิดแรงเก็งกำไรการปรับโครงสร้างธุรกิจในธนาคารอื่นๆตามมา ซึ่งจะเป็นปัจจัยบวกกับบรรยากาศเก็งกำไรของหุ้นไทย
ธีมการลงทุนระยะสั้น 1) การเพิ่มเพดานหนี้เป็น 70% และแผนกู้เงินเพิ่ม จะทำให้ผลตอบแทนพันธบัตรขยับขึ้น ซึ่งบวกกับกลุ่มธนาคารและประกัน อาทิ BBL, KBANK, SCB, TIPH, THRE, BLA 2) หุ้นธีมเปิดเมืองยังน่าสนใจแม้อาจย่อจากมีความไม่แน่นอนเกี่ยวกับการผ่อนคลายกทม.ที่น่าจะล่าช้าไปจาก 15 ต.ค. CPN, CRC, MINT, CENTEL, ERW, BA 3) เรามองทยอยสะสม สื่อสาร สาธารณูปโภค ADVANC, DTAC, FTREIT, WHART, GULF, GPSC, EGCO, RATCH, EASTW, WHAUP, TTW 4) เก็งกำไรทางเทคนิค MDX, VNG, SKN, WIIK, FSMART, MFEC, KTC, ACE, AQUA, SUPER, ESTAR, NUSA, EVER, ORI, AMANAH, SMD, EE, RICHY, ICN, SHR, INSET, VCOM, GREEN, DITTO
ภาพรวมกลยุทธ์: แกว่งตัว 1,607-1,620 จุด ซึ่งหากผ่าน 1,620 จะกลับมามีโครงสร้างเชิงบวก กลุ่มธนาคาร สื่อสาร คาดช่วงประคองตลาด การเก็งกำไรกลุ่มไอทีและกลุ่มบรรจุภัณฑ์แบบฟิล์มหลายตัวน่าสนใจ การเก็งกำไรควรกำหนดจุดตัดขาดทุนและแบ่งทำกำไรทุกครั้ง//หุ้นแนะนำ: SCB, AJ*, TRUE*, TPS*
แนวรับ: 1,600-1,607/ แนวต้าน : 1,620-1,624 จุด สัดส่วน : เงินสด 50% : พอร์ตหุ้น 50%
ประเด็นการลงทุน
ครม.อนุมัติเราเที่ยวด้วยกัน เฟส 3 - โดยเปิดให้ผู้ประกอบการเริ่มลงทะเบียน 24 ก.ย. ส่วนประชาชนลงช่วง ต.ค.นี้ พร้อมขยายระยะเวลาโครงการเราเที่ยวด้วยกัน-ทัวร์เที่ยวไทย ถึง 28 ก.พ. 65 แก้หลักเกณฑ์ทัวร์เที่ยวไทยเดินทางได้ทุกวัน เพิ่มแพ็กเกจนำเที่ยวเป็น 30 รายการ
ราคา LNG เอเชียขึ้น ช่วยดึงความต้องการถ่านหิน - ราคา LNG ตลาดจรเอเชียสำหรับส่งมอบเดือนถัดไปเฉลี่ยล่าสุด $27.34 ต่อล้านบีทียู ท่ามการความต้องการเก็บเข้าคลังของอินเดียและญี่ปุ่นเพื่อรับมือความต้องการช่วงฤดูหนาว ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวเป็นบวกต่อราคาเชื้อเพลิงอื่น ทั้งถ่านหิน และน้ำมันเตา และยังเป็นบวกต่อ BANPU และ PTTEP
ประเด็นติดตาม: - 22 ก.ย.: BOJ meeting / 23 ก.ย.: FOMC meeting, BOE meeting, US Initial Jobless Claims, EU Manufacturing PMI เดือน ก.ย. / 24 ก.ย.: US 10-year TIP Auction
(* หมายถึง หุ้นทางกลยุทธ์ ซึ่งอาจมีคำแนะนำต่างกับพื้นฐาน หรือที่ไม่ ได้อยู่ในการวิเคราะห์ของ UOBKH ซึ่งนักลงทุนควรพิจารณาตั้งจุดตัดขาดทุน 3-5% ของราคาที่เข้าซื้อ)









