วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

รอผลการประชุมเฟด (วันที่ 22 กันยายน 2564)

วันอังคารที่ผ่านมา ดัชนีปรับตัวลงแรงในช่วงแรก ตามตลาดหุ้นต่างประเทศ จากความกังวลเรื่องการผิดนัดชำระหนี้ของ Evergrande

โดยดัชนีลดลงประมาณ 11 จุด หลังจากนั้นดัชนีค่อยๆฟื้นตัวต่อเนื่อง หุ้นกลุ่มที่ส่งผลบวกต่อดัชนี ได้แก่ กลุ่มพลังงาน ธนาคาร และขนส่ง เช่นหุ้น SCB, AOT, GULF ส่งผลให้ดัชนี SET Index ปิดตลาดที่ 1,614.86 จุด +11.80 จุด +0.74% มูลค่าการซื้อขาย 83,910 ลบ.ต่างชาติ +684.34 ลบ. TFEX +4,468 สัญญา ตราสารหนี้ -2,877.00 ลบ.

ปัจจัยบวก

+ ราคาน้ำมันดิบ WTI เพิ่มขึ้น 27 เซนต์ +0.4% ปิดที่ 70.56 ดอลลาร์/บาร์เรล ขานรับการคาดการณ์สต็อกน้ำมันดิบของสหรัฐจะลดลงติดต่อกันเป็นสัปดาห์ที่ 7 ซึ่งบ่งชี้ว่าความต้องการใช้น้ำมันในสหรัฐยังคงแข็งแกร่ง
+ ทำเนียบขาว ระบุว่า นับตั้งแต่เดือนพ.ย.นี้เป็นต้นไป สหรัฐจะอนุญาตให้ผู้โดยสารที่ฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ครบโดสจาก 33 ประเทศซึ่งรวมถึงจีน อินเดีย บราซิล เดินทางเข้าสหรัฐได้
+ วันนี้สภาผู้แทนราษฎรจะทำการอภิปรายและลงมติต่อร่างกฎหมายงบประมาณชั่วคราว เพื่อสนับสนุนหน่วยงานของรัฐบาลกลางสหรัฐให้มีงบประมาณใช้จ่ายจนถึงวันที่ 3 ธ.ค.
+ สหรัฐเปิดเผยว่า ตัวเลขการเริ่มต้นสร้างบ้านเพิ่มขึ้น 3.9% ในเดือนส.ค. สู่ระดับ 1.615 ล้านยูนิต สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดที่ระดับ 1.555 ล้านยูนิต จากระดับ 1.554 ล้านยูนิตในเดือนก.ค.
+ สธ. เล็งอนุญาตให้ขายชุดตรวจ ATK ตามร้านค้าทั่วไปได้ภายในสิ้นก.ย.
+ ครม.ไฟเขียว "เราเที่ยวด้วยกันเฟส 3" ใช้สิทธิต.ค. 64
+ ครม.ไฟเขียว กรอบงบลงทุนรัฐวิสาหกิจปี 65 ทั้ง 44 แห่ง วงเงินดำเนินการ 1.48 ล้านล้านบาท พร้อมอนุมัติงบกลาง 427.17 ล้านบาท

+ครม.เห็นชอบขอบเขตโครงการขอใช้เงินกู้ ภายใต้แผนฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมจากโควิด-19 วงเงิน 1.7 แสนล้านบาท ขยับเพดานหนี้เป็น 70% ช่วยรัฐมีช่องกู้เพิ่มอีก 1.2 ล้านล้านบาท
 

 

+รมว.คลังเปิดเผยว่าขยับเพดานหนี้สาธารณะเป็น 70% ทำให้รัฐกู้เงินได้อีก 1.2 ล้านล้านบาท แต่ย้ำจะกู้เมื่อจำเป็น และยังมีวงเงินกู้ค้างเก่าที่กู้ได้อีก 350,000 ล้านบาท ขณะที่ภาคเอกชน-ธปท.หนุนขยายเพดานหนี้สาธารณะ

ปัจจัยลบ

+/- ศบค.รายงานสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในประเทศวันนี้ พบผู้ติดเชื้อรายใหม่รวม 11,252 ราย มีผู้เสียชีวิต 141 ราย รักษาหาย 13,695 ราย
- ดัชนีดาวโจนส์ปิด ลดลง 50.63 จุด -0.15% กังวลเกี่ยวกับการผิดนัดชำระหนี้ของไชน่า เอเวอร์แกรนด์ กรุ๊ป บริษัทอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่อันดับ 2 ของจีน นักลงทุนยังระมัดระวังการซื้อขายก่อนที่จะทราบผลการประชุมเฟดในวันนี้ตามเวลาสหรัฐ หรือในช่วงเช้าตรู่ของวันพรุ่งนี้ตามเวลาไทย
- S&P คาดว่า บริษัทไชน่า เอเวอร์แกรนด์ กรุ๊ปซึ่งเป็นบริษัทอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ที่สุดอันดับสองของจีนมีแนวโน้มที่จะผิดนัดชำระหนี้ และเชื่อว่ารัฐบาลจีนจะไม่ให้การสนับสนุนโดยตรงแก่เอเวอร์แกรนด์
- สหรัฐเปิดเผยว่าตัวเลขขาดดุลบัญชีเดินสะพัดเพิ่มขึ้น 0.5% สู่ระดับ 1.903 แสนล้านดอลลาร์ในไตรมาส 2 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ไตรมาส 2 ของปี 2550

แนวโน้มตลาดวันนี้    

คาดดัชนีตลาดหุ้นไทยยังแกว่งตัวผันผวนระหว่างวัน โดยนักลงทุนยังระมัดระวังการซื้อขายก่อนที่จะทราบผลการประชุมเฟดเช้าวันพรุ่งนี้ตามเวลาไทย ขณะที่ปัจจัยในประเทศมีแรงหนุนจากโครงการเราเที่ยวด้วยกันเฟส 3-ทัวร์เที่ยวไทย คาดดัชนีเคลื่อนไหวในกรอบ 1,600-1,623 จุด

กลยุทธ์การลงทุน

• หุ้น Domestic Play ADVANC CPALL BTS BEM TNH
• เราเที่ยวด้วยกันเฟส 3-ทัวร์เที่ยวไทย AOT MINT ERW CENTEL ASAP
• ค่าการกลั่นปรับตัวขึ้นเป็นบวกต่อ TOP SPRC PTTGC
• ตลท.จ่อปรับเกณฑ์คำนวณSET50 - SET100 หุ้นที่ได้รับผลเสีย DELTA NRF PSL INTUCH หุ้นที่ได้ประโยชน์ BBL SCB KBANK TISCO
• หุ้น Cyber Security SECURE AMR DITTO VCOM
  

 

 

หุ้นรายงานพิเศษ  

                                           SKN – 2H21 เติบโตต่อเนื่อง
                                   (แนะนำ “ซื้อ” ราคาเหมาะสม 10.20 บาท)

•ผลการดำเนินงาน 2Q21 มีรายได้เท่ากับ 960.3 ล้านบาท เพิ่มขึ้น +28.9%QoQ และ +78.3%YoY ตามปริมาณการขายที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะจากอุปสงค์ในตลาดตะวันออกกลางที่ฟื้นตัวต่อเนื่อง ประกอบกับมีการปรับเพิ่มราคาสินค้า และการขายสินค้าตามเงื่อนไขการขายแบบ CNF ด้านอัตรากำไรขึ้นต้นทำได้ที่ระดับ 42.5% เพิ่มขึ้นจาก 35.1% ในไตรมาสก่อน และ 28.3% ใน 2Q20 เนื่องจากมีการปรับราคาขายขึ้น ประกอบกับ Utilization Rate ที่เพิ่มขึ้น โดยปัจจุบันอยู่ที่ระดับมากกว่า 90% ซึ่งทำให้เกิดการประหยัดต่อขนาด ประกอบกับได้แรงหนุนจากต้นทุนกาวและสารเคมีที่ลดลง หลังจากบริษัทย่อย เอส.คลีเบอร์ เคมีคอล ได้เริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์แล้วในเดือน เม.ย. ที่ผ่านมา ส่งผลให้บริษัทมีกำไรสุทธิ 2Q21 เท่ากับ 173.4 ล้านบาท เติบโต +100.5%QoQ และ +181.7%YoY

•กำไรสุทธิงวด 1H21 คิดเป็น 95.8% ของประมาณการทั้งปีของเรา เนื่องจากอัตรากำไรขั้นต้นที่ทำได้ดีกว่าคาด จากการปรับราคาขายได้สูง ขณะที่ความต้องการสินค้ายังมีเข้ามาต่อเนื่อง ประกอบกับผลของการอ่อนค่าของเงินบาทจาก 31.3 บาท/ดอลลาร์ ใน 1Q21 และ 30.9 บาท/ดอลลาร์ ใน 2Q20 เป็น 32.0 บาท/ดอลลาร์ ณ สิ้น 2Q21 เราจึงปรับ ประมาณการรายได้ปี 21 ขึ้น +18.4% เป็น 3,048.4 ล้านบาท และปรับกำไรสุทธิขึ้น +60.3% สู่ระดับ 435.2 ล้านบาท โดยคาดผลประกอบการในช่วง 2H21 ยังปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตามปริมาณการขายและอัตราการใช้กำลังผลิตเพิ่มขึ้น จากการฟื้นตัวของตลาดตะวันออกกลาง

•ภายใต้สมมติฐานประมาณการใหม่ เราได้ราคาเหมาะสมปี 21 เท่ากับ 10.20 บาท (เดิม 6.40 บาท) ประเมินมูลค่าโดยอิง Average PE+1SD ที่ 18.8 เท่า คงคำแนะนำ “ซื้อ

หุ้นมีข่าว

(+) SCB ( ฺBloomberg Consensus 118 บาท) จับตา SCB ประชุมบอร์ด 9.00 น. วันนี้ สรุปแผนปรับโครงสร้างธุรกิจครั้งใหญ่ แยกธุรกิจลีสซิ่ง-จำนำทะเบียนรถ ที่มียอดสินเชื่ออยู่กว่า 2 แสนล้านบาท ตั้งเป็นบริษัทใหม่ ดันเข้าตลาดหุ้นปีหน้า ด้วยมาร์เก็ตแคป 2.1 แสนล้านบาท ล่าสุดจับมือ ADVANC ตั้งบริษัทร่วมทุน “เอไอเอสซีบี” (AISCB) ลุยสินเชื่อผ่านดิจิทัลแพลตฟอร์ม พร้อมแยกธุรกิจบัตรเครดิต-P2P Lending รวมถึงการเข้าสู่ธุรกิจคริปโตเคอเรนซี่ เพื่อผลักดัน SCB ขึ้นเป็นโฮลดิ้งคอมพานี (ที่มา ข่าวหุ้น)

(+) AIE ( ฺBloomberg Consensus - บาท) ผู้ถือหุ้นโหวต AIE ย้ายกระดานเข้าเทรด SET พร้อมรวมพาร์ "บิ๊กธนิตย์" ชี้ปลดล็อกข้อจำกัดกองทุน รับได้การติดต่อมาก หลังสร้างกำไรต่อเนื่องพร้อมปันผล แย้มไตรมาส 3 เด่นรถขนส่งวิ่งมากขึ้น เดือนหน้ากำลังผลิตกลับสู่พีค 7.5 แสนลิตรต่อวัน (ที่มา ทันหุ้น)

(+) JKN ( ฺBloomberg Consensus 11.30 บาท) พร้อมลุยธุรกิจโฮมช้อปปิ้ง ผนึกกำลังผ่านกลยุทธ์ Synergy กับกลุ่ม "ฮุนได โฮมช้อปปิ้ง เน็ตเวิร์ค คอปอเรชั่น" เพื่อกระตุ้นและสร้างประสบการณ์การซื้อสินค้าให้แก่ผู้บริโภค หวังผลักดันยอดขายสินค้าในกลุ่ม Commerce ภายในปี 2564 แตะระดับ 100 ล้านบาท (ที่มา ทันหุ้น)

(+) PROS ( ฺBloomberg Consensus - บาท) คว้างานใหม่เติมพอร์ต มูลค่า 330.54 ล้านบาท ทั้งโครงการภาครัฐและเอกชน พร้อมวางกลยุทธ์ขยายฐานลูกค้าหลากหลาย เน้นเจาะกลุ่มโรงพยาบาล โชว์แบ็กล็อกปัจจุบัน 1.8 พันล้านบาท จ่อประมูลงานอีกกว่า 1.9 พันล้านบาท ลุ้นคว้างานโซน EEC อีกกว่า 1 พันล้านบาท (ที่มา ข่าวหุ้น)