คลินิกหมอหนี้ชี้ยอดอนุมัติสินเชื่อเอสเอ็มอีต่ำ

คลินิกหมอหนี้บสย.ชี้ยอดอนุมัติสินเชื่อเอสเอ็มอีต่ำ เหตุศักยภาพของลูกหนี้มีปัญหา โดยนับตั้งแต่เปิดคลินิกส.ค.63 ถึงปัจจุบันมียอดขอสินเชื่อราว 8.84 พันล้านบาท แต่สถาบันการเงินสามารถให้สินเชื่อได้เพียง 272.58 ล้านบาทเท่านั้น
นางวสุกานต์ วิศาลสวัสดิ์ รักษาการผู้จัดการทั่วไป บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม(บสย.)เปิดเผยผลการดำเนินงานโครงการหมอหนี้ของบสย.ว่า โครงการหมอหนี้ ซึ่งเป็นศูนย์ให้คำปรึกษาทางการเงินให้กับเอสเอ็มอีที่ประสบปัญหา สามารถอนุมัติสินเชื่อให้ลูกค้าที่ต้องการสภาพคล่องได้จำนวนน้อย เพราะปัญหาศักยภาพของผู้ประกอบการรายย่อยที่ค่อนข้างต่ำ
ทั้งนี้ ในช่วง 1 ปีของการเปิดศูนย์ที่ปรึกษาทางการเงินเอสเอ็มอีหรือโครงการหมอหนี้ มีเอสเอ็มอีเข้ามาขอคำปรึกษารวม 6,264 ราย ในจำนวนนี้ทางศูนย์ได้ให้คำปรึกษาไปแล้ว 1,255 ราย โดยแบ่งรูปแบบการขอรับคำปรึกษา เป็นสามกลุ่ม กลุ่มแรกต้องการสินเชื่อ มีจำนวน846 ราย กลุ่มที่ต้องการปรับโครงสร้างหนี้ 246 ราย และกลุ่มที่ต้องการคำปรึกษาเพื่อพัฒนาธุรกิจ 163 ราย
เธอกล่าวว่ากลุ่มที่ต้องการสินเชื่อนั้น คิดเป็นวงเงินสินเชื่อรวมกัน 8.84 พันล้านบาท แต่เมื่อสถาบันการเงิน สามารถให้สินเชื่อได้เพียง 272.58 ล้านบาทเท่านั้น สาเหตุที่ยอดวงเงินสินเชื่อสำหรับลูกหนี้กลุ่มนี้ค่อนข้างต่ำ เนื่องจาก ศักยภาพรายย่อยของลูกค้าค่อนข้างต่ำ บางรายมีภาระหนี้สูง และบางรายมีปัญหาหนี้นอกระบบ อีกทั้ง ธุรกิจที่ทำอยู่มีปัญหาในหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องแพคเกจ หรือ ระบบบริการส่งสินค้า เป็นต้น
เธอกล่าวอีกว่า การแก้ไขปัญหาหนี้ให้กับเอสเอ็มอีบางครั้งไม่ได้จบลงด้วยการให้สินเชื่อ แต่การเสริมความรู้เพื่อให้เอสเอ็มอีปรับตัวเป็นสิ่งที่สำคัญมากกว่า เช่น บางรายมีปัญหาหนี้สิน แต่มีทรัพย์สินด้วย ก็จำเป็นต้องตัดดสินใจขายทรัพย์สินบางส่วนเพื่อแก้ไขปัญหาหนี้โดยไม่จำเป็นต้องกู้เพิ่มเติม
โครงการดังกล่าว ได้เริ่มตั้งแต่ส.ค.ปีที่แล้ว โดยเป็นความร่วมมือระหว่าง ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)กับ บสย เพื่อช่วยผู้ประกอบธุรกิจ ที่กำลังประสบปัญหาหนี้ ต้องการแก้หนี้ ปรับโครงสร้างหนี้ พัฒนาธุรกิจ และขอสินเชื่อ ที่ลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์ “โครงการหมอหนี้เพื่อประชาชนwww.bot.or.th/app/doctordebt/รับคำปรึกษาฟรี
ทั้งนี้ จากวิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดจากการแพร่ระบาดของโควิดนั้น ส่งผลให้เอสเอ็มอีจำนวนมากได้รับผลกระทบไม่มียอดขายและขาดสภาพคล่อง ทำให้ธปท.ได้ออกมาตรการช่วยเหลือด้วยการให้สินเชื่อซอฟท์โลนผ่านธนาคารพาณิชย์ ในวงเงิน 2.5 แสนล้านบาท ให้กู้แก่ลูกค้าเดิมของธนาคาร รายละไม่เกิน30% ของวงเงินที่ลูกค้าได้จากสถาบันการเงินแต่ไม่เกิน 150 ล้านบาท/ธนาคาร และลูกค้าใหม่ รายละไม่เกิน 20 ล้านบาท โดยมีระยะเวลา 5 ปี ในสองปีแรกอัตราดอกเบี้ยไม่เกิน 2%และตลอด 5 ปีอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยไม่เกิน 5%







